https://www.facebook.com/champ.nagon
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระและจิปาถะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระและจิปาถะ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
อย่าลืมไปติดตามเรื่องราวของพวกเราได้ในเพจ N&N kids นะครับ
เรียนมิตรรักแฟนบล๊อคทุกท่าน ผมขอแจ้งให้ทราบว่าจะขออนุญาติย้ายการลงบทความและเรื่องราวใหม่ๆ ของลูกชายคนโต (น้องนาฟต้า) และลูกชายคนเล็ก (น้องนิวตัน-สมาชิกใหม่ของครอบครัว) ไปไว้ใน FaceBook ส่วนตัวของผมนะครับ คลิกเข้าไปดูได้ตามลิ้งค์นี้เลยครับ
https://www.facebook.com/champ.nagon
https://www.facebook.com/champ.nagon
วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556
เมนูเด็กๆ ที่ประโยชน์ไม่เด็กเลย - ไอศครีมเชอเบทอโวกาโด
ช่วงเดือน กันยายน ของทุกปี จะเป็นช่วงฤดูที่อโวกาโดออกผลมากมาย พอกล่าวถึงอโวกาโดแล้วเชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันดีเนื่องจากผลิตภัณฑ์หลายอย่างมีสารสกัดจากอโวกาโดประกอบอยู่ เจ้าอโวกาโดนี้ทางประเทศออสเตรเลียเค้ายกย่องให้เป็นราชินีแห่งผลไม้กันเลยทีเดียว เพราะว่ามันอุดมไปด้วยวิตามินอีและไฟเบอร์ แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับการรับประทานผลอโวกาโดสด และก็ยังไม่มีอาหารแปรรูปที่เกี่ยวข้องกับอโวกาโดจำหน่ายในประเทศไทยมากนัก
ในสวนที่บ้านก็มีต้นอโวกาโดอยู่หลายต้น ปีนี้ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ แต่มันออกมาพร้อมๆกันจนทานไม่หมดเลย วันนี้ก็เลยชวนลูกชายมาทำไอศครีมเชอเบทอโวกาโดไว้รับประทานกันในบ้าน เลือกทำไอศครีมเชอเบทอโวกาโดเพราะผมได้สูตรการทำอโวกาโดเชอเบทมาจากเพื่อนคนนึงที่ไปศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียนั่นเอง วิธีการทำก็แสนง่ายครับ
วัตถุดิบที่ต้องใช้
- ผลอโวกาโดสด ผมแนะนำให้เลือกซื้อพันธุ์ปีเตอร์สัน เพราะมีเนื้อที่เนียนอร่อย ไม่มีเสี้ยนหรือเส้นใยแข็งๆภายในเนื้อ และไม่ติดรสขมถ้ามันยังไม่สุขเต็มที่ด้วยครับ สัดส่วนของเนื้ออโวกาโดที่ผมใช้คือประมาณ 250 กรัม กะโดยประมาณก็เท่ากับผลอโวกาโดขนาดเท่าฝ่ามือ 2 ผลครับ ผ่าเอาเมล็ดออกแล้วก็คว้านเอาแต่เนื้อออกมา
- น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมเชอเบทประมาณ 200 กรัม (ถ้าชอบหวานจะใส่มากกว่านี้ก็ได้ครับ
- น้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง
ถ้าพร้อมแล้วก็ลงมือทำกันได้เลย ขั้นแรก ผสมน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมเชอเบทกับน้ำสะอาดให้เข้ากัน
เทส่วนประสมในขั้นแรกลงในโถปั่น ใสน้ำมะนาว และเนื้ออโวกาโดลงไป แล้วปั่นให้ละเอียด
จากนั้นเทใส่ภาชนะที่มีฝาปิดแล้วเอาเข้าช่องแช่แข็ง
พอแข็งได้ที่แล้วก็เอาช้อนขูดให้หมด อัดลงภาชนะเดิมปิดฝาแล้วนำไปแช่อีกรอบ จากนั้นก็นำมาขูดอีกรอบให้ได้เนื้อเชอเบทที่เนียนน่ารับประทาน จากนั้นก็ใช้ที่ตักไอศกรีมตักเป็นลูกกลมๆ เสริฟพร้อมเยลลี่ หรือท๊อปปิ้งต่างๆ เพื่อเพิ่มสีสัน เป็นสุดยอดไอศรีมอโวกาโบเชอเบทได้เลยครับ
ส่วนที่ผมทำกับลูกชายนั้น แค่ขูดรอบแรกก็ตักออกมาทานกันแล้วครับ เนื้อยังไม่เนียนไม่เป็นไร แค่ได้ความหวานอมเปรี้ยวเย็นชื่นใจก็มีความสุขแล้วครับ เมนูของหวานทำง่ายอย่างนี้อย่าลืมเอาไปทำทานกันนะครับ หรือจะลองเปลี่ยนจากอโวกาโดเป็นมะม่วงสุก แตงโม หรือสตอร์เบอรี่ผมว่าก็อร่อยไม่แพ้กัน
วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
อัจฉริยภาพ 8 ด้าน (Multiple intelligences)
บทความนี้ผมเคยแชร์ผ่านทาง Facebook ส่วนตัว โดยการสรุปเรื่องพฤติกรรมเกี่ยวกับอัฉริยภาพด้านต่างๆ แล้วแชร์เป็นหัวข้อแยกอัจริยะแต่ละด้าน ทำให้ผู้ที่ติดตามอ่านต้องตามดูย้อนหลังซึ่งอัจฉริยภาพกลุ่มแรกๆ ที่แชร์ไปนั้นก็ตามหาอ่านได้ค่อนข้างยาก วันนี้ผมเลยจัดรวบรวมข้อมูลที่ได้แชร์ไปทั้งหมดมาไว้ที่เดียว ให้เห็นภาพรวมเกี่ยวกับอัจฉริยภาพทั้ง 8 ด้าน หรือที่เรียกกันว่า Multiple intelligences โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ผมสรุปมาจากหนังสือของคุณหนูดี วนิษา เรส ครับผม นอกจากนั้นก็เก็บเล็กผสมน้อยจากการที่ได้อ่านและศึกษาจากหลายๆ แหล่งเพือมาเป็นทุนรอนในการจัดทำการสอนและส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยหอยสังห์คนเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ อย่ารอช้าเราไปดูกันเลยดีกว่าครับ ว่า ทั้ง 8 ด้านนั้นเป็นยังไง
1 พฤติกรรมของพวกอัจฉริยภาพด้านภาษา พวกนี้จะสนุกกับการใช้ภาษา มีพรสวรรค์ในการเลียนเสียงและเข้าใจการสื่อความหมายในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยมครับ คนกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมดังนี้
- ชอบพกหนังสือ
- ว่างไม่ได้ต้องเข้าร้านหนังสือ
- ฟังเพลงใหม่แล้วจำเนื้อร้องได้เร็ว
- ชอบจดบันทึก มีตารางเวลาที่เรียบร้อย
- ชอบแต่งเพลง แต่งกลอน (เจ้าบทเจ้ากลอน พูดอ้อมค้อม ชักแม่น้ำทั้ง 5 เก่งซะด้วย)
- ชอบคุยกับเพื่อนๆ มีเรื่องคุยเสมอ ไม่เคยมีภาวะสุญญากาศในการคุยกับคนกลุ่มนี้ครับ
- จำชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อสิ่งของได้แม่นยำ
ลูกใครเข้าข่ายจะมีอัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสารบ้างครับ
เวลาสังเกตเด็ก ก็จะเป็นพวกเด็กที่พูดได้เร็วกว่าวัย หรือเรียบเรียงคำพูดได้ดีกว่า ชอบแอบฟังผู้ใหญ่พูดแล้วเอาไปใช้พูดในตอนหลังได้ถูกสถานการณ์ จนผู้ใหญ่อึ้งกันไปเลย
2 พฤติกรรมพวกอัจฉริยภาพด้านร่างการและการเคลื่อนไหว
- ชอบเล่นกีฬา
- ชอบเต้น อยู่ไม่สุข ขยับตัวตลอดเวลา
- ชอบประดิษฐ์สิ่งของหรือทำงานฝีมือ
- รักการผจญภัย
- ใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสารได้ดี
- อยู่นิ่งได้ไม่นาน
- เวลาจะไปไหนที่ไม่ไกลเกินไปก็จะชอบเดินไปมากกว่า
ลูกชายผมเจ้านาฟต้าเข้าข่ายนี้สุดๆ ชอบไปเล่นวิ่งไล่จับ ปีนป่าย อยู่นิ่งไม่ได้ ชอบทำงานศิลปะ งานฝีมือ เวลาไหว้วานให้ไปหยิบของให้ไม่มีเกี่ยงงอนเลยครับ รีบวิ่งจู้ดไปหยิบให้ทันที เพราะชอบหาเรื่องออกแรงหรือวิ่งไปมาอยู่แล้ว
แต่เด็กบางคนชอบนั่งเล่นของเล่นนิ่งๆ ประเภทจับวางตรงไหนก็ตรงนั้นแบบนี้ไม่ใช่แน่นอน
3 พฤติกรรมพวกอัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง
- ชอบทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง
- มั่นใจในตัวเอง
- ยืนยันความคิดตนเอง
- ชอบมีความฝัน
- อยู่คนเดียวได้ ชิวๆ
- มีเป้าหมายในชีวิตเสมอ บางทีก็ชอบไปตั้งเป้าให้คนอื่นด้วย
- ถ้าไม่ชอบอะไร ก็ปฏิเสธได้ ไม่แคร์สังคม
- รู้ดีว่าตัวเองถนัดอะไร
- ชอบเสนอ ไอเดีย
- คลายเคลียด ได้ด้วยตัวเอง
คนพวกนี้ไม่ง้อใครเลยนะครับเนี่ย เคยมีเพื่อนคนนึงเป็นแบบนี้ เคยเห็นเวลาเจอสถานการที่ควรเครียดมันกลับชิวๆ กลายเป็นว่าเพื่อนๆกลับต้องมาเครียดที่มันไม่เครียด เฮ้อ....... ใครเข้าข่ายบ้าง ยินดีด้วยครับเพราะคนกลุ่มนี้มีความสุขตลอดเวลา จากประสบการณ์ของผมเด็กกลุ่มนี้จะสังเกตยากครับ ต้องรอให้โตจนสามารถสื่อสารความต้องการที่ซับซ้อนของตนเองได้อย่างชัดเจนถึงจะระบุได้ว่าเป็นพวกที่มีอัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง
4 สำหรับพวกอัจฉริยภาพมนุษย์สัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น มักมีพฤติกรรมดังนี้
- มีเพื่อนเยอะ หลายกลุ่ม กลุ่มละหลายคน
- สนธนากับผู้อืนได้นาน
- เพื่อนๆ วางใจ และมักมาขอความคิดเห็น
- ทักทายผู้อื่นก่อน
- เข้ากับคนง่าย ทำให้ผู้อื่นสบายใจได้
- สังเกตอารมณ์ผู้อื่นได้เร็ว (มีเซ้นต์นั่นแหละ)
- ชอบให้ความช่วยเหลือคนอื่น ชอบทำงานกลุ่ม (งานตัวเองไม่ทำ ชอบทำงานอาสาสมัคร 55)
ครอบครัวผมด้อยพัฒนาอัจฉริยภาพด้านนี้ เพราะเป็นครอบครัวค่อนข้างปิดอยู่กันเองแค่พ่อแม่ลูก มีเพื่อนน้อย มักอาศัยเอาเพื่อนของคนอื่นมาเป็นเพื่อนของตัวเอง 55555 ถ้าใครเจอพวกเราก็ช่วยทักเราก่อนนะครับ ไม่ใช่หยิ่งแต่เพราะครอบครัวเราขี้อาย จะประหม่าเวลาไปทักคนอื่นก่อน
สำหรับในเด็กกลุ่มนี้ก็วิเคราะห์ยากครับ แต่ผมสังเกตว่าเด็กบางคนสามารถให้คนแปลกหน้าอุ้มได้ง่ายๆ เลย ไม่งอแงเวลาเจอคนแปลกหน้า หรือเข้าไปในสถานที่ที่มีคนพลุ่กพล่านก็ยังสงบอยู่ได้ไม่งอแงร้องไห้ ก็อาจจะถือได้ว่ามีพฤติกรรมโน้มเอียงมาทางพวกมนุษย์สัมพันธ์ดีอย่างนี้เหมือนกัน
5 อัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์
พวกนี้จะมีความสามารถพิเศษเยอะและทำให้คนทึ่งได้เสมอเพราะ
- คิดเลขในใจได้เร็ว
- สนุกกับการคำนวณค่าใช้จ่ายในบ้าน
- จำเบอร์โทรศัพท์ หรือหมายเลขต่างๆได้แม่น (ไม่รู้จะใบ้หวยเก่งหรือเปล่า)
- คาดคะเนน้ำหนัก กะความสูงหรือระยะทางได้แม่น
- ชอบทดลอง หรือทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์
- สรุปแนวคิด ความเหมือน ความต่างของเหตุการณ์ต่างๆได้ดี
- คาดเดาเรื่องราวอย่างมีเหตุผลได้ดี
- ชอบจัดหมวดหมู่
- ชอบเล่นเกมส์เกี่ยวกับการวางแผน เช่นหมากรุก
เด็กกลุ่มนี้จะชอบเล่นเกมส์เก็บของ หรือสะสมของมากด้วยนะ ให้แยกของเล่นก็จะชอบและสนุก เวลาพาไปสวนสัตว์ลองให้แยกประเภทสัตว์สิ พวกมีปีก พวกสี่ขา สัตว์น้ำ สัตว์บก อะไรประมาณนี้จะสนุกมาก หรือบางทีก็มีเกณฑ์การแยกประเภทของตัวเอง ตัวอย่างของนาฟต้า ก็เคยแยกนกเพนกวินกับแพนด้าเป็นพวกเดียวกัน เพราะมีสีขาวดำเหมือนกันครับทำเอาผมหน้าหงายไปเลยคิดไม่ถึงกับความคิดของเด็กๆ และที่จะเห็นได้ชัดในการสังเกตเด็กกลุ่มนี้คือจะชอบคณิตศาสตร์เป็นพิเศษครับ รับรู้เรื่องปริมาณได้เร็ว เชื่อมโยงเรื่องปริมาณกับตัวเลขได้เร็ว
6 มาแล้วกับอัจฉริยภาพที่หลายคนรอคอย คืออัจฉริยภาพด้านดนตรีและจังหวะ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่สร้างสีสันและความสุขให้กับโลกใบนี้ครับ สำหรับคนกลุ่มนี้จะมีแต่คนอยากอยู่ใกล้ เพราะเค้าทำให้คนรอบข้างเพลิดเพลินใจได้ตลอด เรามาดูกันว่าคนกลุ่มนี้เป็นพฤติกรรมยังไงกัน
- ชอบฮัมเพลง ร้องเพลงตลอด
- เห็นร้านคาราโอเกะแล้วคันปาก
- เล่นเครื่องดนตรีได้
- ชอบเคาะโต๊ะ ตบเท้าเป็นจังหวะ
- ชอบเคาะสิ่งของเพื่อฟังเสียง
- แยกเสียงประสานในเพลงได้ รู้ว่าใช้เครื่องดนตรีอะไรบาง (พวกหูเทพนั่นเอง)
- จำเพลงต่างๆได้ โดยเฉพาะเพลงเก่าๆ
- ชอบคำคล้องจอง กลองสัมผัส
ผมชอบอยู่ใกล้คนกลุ่มนี้ เนื่องจากผมเป็นคนร้องเพลงไม่ได้เลย แต่ชอบฟังคนอื่นร้อง เวลาผมร้องเพลงคนข้างๆ จะสะกิดแล้วบอกว่า พอเหอะ จนทุกวันนี้ลูกชายผมก็เริ่มจะมีแนวโน้มร้องเพลงคีร์เดียวแบบผมแล้ว (กลุ้มใจจริง)
ใครที่มีอัฉริยภาพด้านนี้ติดตัวมาซักนิดหน่อย หรือมากล้น ก็ควรพัฒนาอย่างจริงจังนะครับ เพราะนอกจากจะทำให้ตัวเองมีความสุขแล้วยังทำให้โลกสดใสได้ด้วยครับ
เวลาไปปาร์ตี้ที่ไหนเพื่อนๆ ก็จะเรียกหาคุณคนเดียว 555555
7 อัจฉริยภาพอีกด้านที่คิดว่าลูกชายผมเข้าข่ายมากๆ จากการที่ผมเองก็สังเกตนาฟต้ามาหลายปี คืออัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์และการจินตภาพ พวกนี้จะมีพฤติกรรมดังนี้ครับ
- ชอบวาดรูป
- จำหน้าคนได้แม่น แม้จะจำชื่อไม่ได้ก็ตาม (อันนี้พ่อนาฟต้าก็เป็น)
- แม่นยำเรื่องเส้นทาง (พ่อนาฟต้าไม่เคยหลง ถึงหลงก็ไม่ยอมรับ ฮ่าๆๆ)
- จัดกระเป๋าเดินทางได้เป็นระเบียบเรียบร้อย
- ชอบจัดบ้านหรือโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ
- นึกภาพในสมองได้แจ่มชัด
- รื้อและประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายดาย
- ฟังไปวาดรูปประกอบไป
- ชอบชมภาพยนตร์
- ชอบจัดดอกไม้ จัดสวน
- อ่านแผนที่คล่อง
- ชอบถ่ายภาพ
- ชอบต่อเลโก้ จิ๊กซอร์ หรือโมเดล ชอบเล่นเกมส์ปริศนา หาทางออก
ณ ตอนนี้ผมฟันธงว่านาฟต้าเป็นพวกนี้ เพราะชอบเล่นตัวต่อจิ๊กซอร์ กับเลโก้ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ และชั้นว่างของของนาฟต้า เค้าจะจัดเอง ใครไปย้ายที่มีเคือง ชอบอธิบายอะไรให้ป่าป๊า ม่าม๊าฟังด้วยการวาดรูป ผมเคยถามเค้าว่าตอนขึ้นไปเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนนาฟต้าอยู่ตรงไหน สระเล็กหรือสระใหญ่ นาฟต้าเดินไปเอากระดาษกับดินสอมาวาดแผนผังสระว่ายน้ำที่โรงเรียนให้ดูแล้วกากบาทจุดที่เค้าอยู่ก่อนลงสระจากนั้นวาดเป็นเส้นทางเดินลงไปในสระพร้อมทั้งทางเดินไปอาบน้ำหลังจากว่ายเสร็จแล้วด้วย แถมยังเปลี่ยนดินสอเป็นสีอื่นๆเพื่อกำหนดจุดที่คุณครูอยู่อีกต่้างหาก ทำเอาป่าป๊าอึ้งไปนานกับแผนภาพของนาฟต้า ที่พอเอาไปเทียบกับสระจริงแล้วเหมือนมาก
8 อัจฉริยภาพด้านสุดท้ายครับ เป็นอัฉริยภาพที่โลกต้องการ คือ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจธรรมชาติ ถ้าขาดเขาแล้วเราจะรู้สึก..... พวกนี้จะมีพฤติกรรมดังนี้
- ชอบท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ชมนกชมไม้
- คาดเดาภูมิอากาศในวันนั้นได้
- รักสัตว์ เห็นสัตว์ต้องเข้าไปเล่น ไปจับ
- จมูกดี ได้กลิ่นดิน แดด ฝน ได้
- ปลูกต้นไม้ได้งอกงาม
- อยู่นอกห้องปรับอากาศได้ (คนสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยได้ ขาดแอร์แล้วจะตาย)
- ชอบใช้ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ
- สนใจการทำอาหาร ปั้นดิน หล่อโลหะ แกะสลักน้ำแข็ง
พออ่านจบผมนึกถึงกลุ่มกรีนพีชเป็นอันดับแรก ในกลุ่มนี้ต้องมีแต่คนพวกนี้แน่ๆ และที่สำคัญคนธรรมดาทั่วไปจะต้องอาศัยคนเหล่านี้เพื่อคงความสมดุลในธรรมชาติเอาไว้ พ่อของผมเป็นคนนึงในกลุ่มอัจฉริยภาพด้านเข้าใจธรรมชาติ พ่อผมชอบปลูกต้นไม้มาก ปลูกเก่งกล้วยไม้พันธุ์ไหนที่ว่าเลี้ยงยากไม่ค่อยออกดอก เอามาเหอะแกปลูกให้ออกดอกได้หมด แถมเวลามีนกมาเกาะและร้องที่บ้านพ่อผมฟังแล้วแยกออกด้วยว่าเป็นนกอะไร แต่อัจฉริยภาพด้านนี้ติดมาที่ลูกชายก็คือตัวผมแค่นิดเดียว น่าเสียดายเนอะ นอกจากพ่อผมแล้ว ผมยังรู้จักคนอีกคนที่เป็นอัจฉริยภาพด้านนี้เธอเรียนคณะสัตวแพทย์ เพื่อนๆทุกคนจะรู้ดีว่าถ้าเห็นสัตว์ป่วย บาดเจ็บ หรือเป็นอะไรก็ตามให้มาบอกเธอ แล้วเธอจะรีบไปช่วยทันที เหมือนเป็นแม่ชีเทเรซ่าของเหล่าสัพสัตว์เลยทีเดียว
อับขึ้นมาครบหมดแล้วกับอัจฉริยภาพ 8 ด้าน ลองสังเกตกันครับว่าใคร หรือลูกใครมีลักษณะที่เข้าข่ายอัจฉริยภาพด้านไหน สำหรับคนที่ยังก้ำกึ่ง หรือตัดสินใจไม่ได้ว่าตัวเองเป็นด้านไหน อาจเป็นเพราะว่ามีอัจฉริยภาพครบทุกด้านก็ได้ (จริงๆ นะไม่ได้ล้อเล่น) แต่ผมก็มีอีกวิธีที่จะช่วยสังเกตคือให้ลองบันทึกกิจกรรมในแต่ละวันว่าเราทำอะไรบ้าง ทำต่อกันซัก 2-3 วัน แล้วเอามาแยกเก็บเป็นสถิติดูว่ากิจกรรมไหนที่เราทำบ่อยสุดและมีความสุขกับมัน อันนั้นแหละครับคือตัวคุณ แล้วค่อยมาเทียบกับพฤติกรรมในกลุ่มต่างๆ นี้ ........สำหรับพ่อแม่ ผมแนะนำให้หาของทั้งครอบครัวเลย พ่อ แม่ ลูก เพื่อประเมินหาแนวทางการเรียนรู้ของครอบครัวครับ
![]() |
| Mind Map เรื่อง อัจฉริยภาพ 8 ด้าน |
1 พฤติกรรมของพวกอัจฉริยภาพด้านภาษา พวกนี้จะสนุกกับการใช้ภาษา มีพรสวรรค์ในการเลียนเสียงและเข้าใจการสื่อความหมายในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยมครับ คนกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมดังนี้
- ชอบพกหนังสือ
- ว่างไม่ได้ต้องเข้าร้านหนังสือ
- ฟังเพลงใหม่แล้วจำเนื้อร้องได้เร็ว
- ชอบจดบันทึก มีตารางเวลาที่เรียบร้อย
- ชอบแต่งเพลง แต่งกลอน (เจ้าบทเจ้ากลอน พูดอ้อมค้อม ชักแม่น้ำทั้ง 5 เก่งซะด้วย)
- ชอบคุยกับเพื่อนๆ มีเรื่องคุยเสมอ ไม่เคยมีภาวะสุญญากาศในการคุยกับคนกลุ่มนี้ครับ
- จำชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อสิ่งของได้แม่นยำ
ลูกใครเข้าข่ายจะมีอัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสารบ้างครับ
เวลาสังเกตเด็ก ก็จะเป็นพวกเด็กที่พูดได้เร็วกว่าวัย หรือเรียบเรียงคำพูดได้ดีกว่า ชอบแอบฟังผู้ใหญ่พูดแล้วเอาไปใช้พูดในตอนหลังได้ถูกสถานการณ์ จนผู้ใหญ่อึ้งกันไปเลย
2 พฤติกรรมพวกอัจฉริยภาพด้านร่างการและการเคลื่อนไหว
- ชอบเล่นกีฬา
- ชอบเต้น อยู่ไม่สุข ขยับตัวตลอดเวลา
- ชอบประดิษฐ์สิ่งของหรือทำงานฝีมือ
- รักการผจญภัย
- ใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสารได้ดี
- อยู่นิ่งได้ไม่นาน
- เวลาจะไปไหนที่ไม่ไกลเกินไปก็จะชอบเดินไปมากกว่า
ลูกชายผมเจ้านาฟต้าเข้าข่ายนี้สุดๆ ชอบไปเล่นวิ่งไล่จับ ปีนป่าย อยู่นิ่งไม่ได้ ชอบทำงานศิลปะ งานฝีมือ เวลาไหว้วานให้ไปหยิบของให้ไม่มีเกี่ยงงอนเลยครับ รีบวิ่งจู้ดไปหยิบให้ทันที เพราะชอบหาเรื่องออกแรงหรือวิ่งไปมาอยู่แล้ว
แต่เด็กบางคนชอบนั่งเล่นของเล่นนิ่งๆ ประเภทจับวางตรงไหนก็ตรงนั้นแบบนี้ไม่ใช่แน่นอน
3 พฤติกรรมพวกอัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง
- ชอบทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง
- มั่นใจในตัวเอง
- ยืนยันความคิดตนเอง
- ชอบมีความฝัน
- อยู่คนเดียวได้ ชิวๆ
- มีเป้าหมายในชีวิตเสมอ บางทีก็ชอบไปตั้งเป้าให้คนอื่นด้วย
- ถ้าไม่ชอบอะไร ก็ปฏิเสธได้ ไม่แคร์สังคม
- รู้ดีว่าตัวเองถนัดอะไร
- ชอบเสนอ ไอเดีย
- คลายเคลียด ได้ด้วยตัวเอง
คนพวกนี้ไม่ง้อใครเลยนะครับเนี่ย เคยมีเพื่อนคนนึงเป็นแบบนี้ เคยเห็นเวลาเจอสถานการที่ควรเครียดมันกลับชิวๆ กลายเป็นว่าเพื่อนๆกลับต้องมาเครียดที่มันไม่เครียด เฮ้อ....... ใครเข้าข่ายบ้าง ยินดีด้วยครับเพราะคนกลุ่มนี้มีความสุขตลอดเวลา จากประสบการณ์ของผมเด็กกลุ่มนี้จะสังเกตยากครับ ต้องรอให้โตจนสามารถสื่อสารความต้องการที่ซับซ้อนของตนเองได้อย่างชัดเจนถึงจะระบุได้ว่าเป็นพวกที่มีอัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง
4 สำหรับพวกอัจฉริยภาพมนุษย์สัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น มักมีพฤติกรรมดังนี้
- มีเพื่อนเยอะ หลายกลุ่ม กลุ่มละหลายคน
- สนธนากับผู้อืนได้นาน
- เพื่อนๆ วางใจ และมักมาขอความคิดเห็น
- ทักทายผู้อื่นก่อน
- เข้ากับคนง่าย ทำให้ผู้อื่นสบายใจได้
- สังเกตอารมณ์ผู้อื่นได้เร็ว (มีเซ้นต์นั่นแหละ)
- ชอบให้ความช่วยเหลือคนอื่น ชอบทำงานกลุ่ม (งานตัวเองไม่ทำ ชอบทำงานอาสาสมัคร 55)
ครอบครัวผมด้อยพัฒนาอัจฉริยภาพด้านนี้ เพราะเป็นครอบครัวค่อนข้างปิดอยู่กันเองแค่พ่อแม่ลูก มีเพื่อนน้อย มักอาศัยเอาเพื่อนของคนอื่นมาเป็นเพื่อนของตัวเอง 55555 ถ้าใครเจอพวกเราก็ช่วยทักเราก่อนนะครับ ไม่ใช่หยิ่งแต่เพราะครอบครัวเราขี้อาย จะประหม่าเวลาไปทักคนอื่นก่อน
สำหรับในเด็กกลุ่มนี้ก็วิเคราะห์ยากครับ แต่ผมสังเกตว่าเด็กบางคนสามารถให้คนแปลกหน้าอุ้มได้ง่ายๆ เลย ไม่งอแงเวลาเจอคนแปลกหน้า หรือเข้าไปในสถานที่ที่มีคนพลุ่กพล่านก็ยังสงบอยู่ได้ไม่งอแงร้องไห้ ก็อาจจะถือได้ว่ามีพฤติกรรมโน้มเอียงมาทางพวกมนุษย์สัมพันธ์ดีอย่างนี้เหมือนกัน
5 อัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์
พวกนี้จะมีความสามารถพิเศษเยอะและทำให้คนทึ่งได้เสมอเพราะ
- คิดเลขในใจได้เร็ว
- สนุกกับการคำนวณค่าใช้จ่ายในบ้าน
- จำเบอร์โทรศัพท์ หรือหมายเลขต่างๆได้แม่น (ไม่รู้จะใบ้หวยเก่งหรือเปล่า)
- คาดคะเนน้ำหนัก กะความสูงหรือระยะทางได้แม่น
- ชอบทดลอง หรือทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์
- สรุปแนวคิด ความเหมือน ความต่างของเหตุการณ์ต่างๆได้ดี
- คาดเดาเรื่องราวอย่างมีเหตุผลได้ดี
- ชอบจัดหมวดหมู่
- ชอบเล่นเกมส์เกี่ยวกับการวางแผน เช่นหมากรุก
เด็กกลุ่มนี้จะชอบเล่นเกมส์เก็บของ หรือสะสมของมากด้วยนะ ให้แยกของเล่นก็จะชอบและสนุก เวลาพาไปสวนสัตว์ลองให้แยกประเภทสัตว์สิ พวกมีปีก พวกสี่ขา สัตว์น้ำ สัตว์บก อะไรประมาณนี้จะสนุกมาก หรือบางทีก็มีเกณฑ์การแยกประเภทของตัวเอง ตัวอย่างของนาฟต้า ก็เคยแยกนกเพนกวินกับแพนด้าเป็นพวกเดียวกัน เพราะมีสีขาวดำเหมือนกันครับทำเอาผมหน้าหงายไปเลยคิดไม่ถึงกับความคิดของเด็กๆ และที่จะเห็นได้ชัดในการสังเกตเด็กกลุ่มนี้คือจะชอบคณิตศาสตร์เป็นพิเศษครับ รับรู้เรื่องปริมาณได้เร็ว เชื่อมโยงเรื่องปริมาณกับตัวเลขได้เร็ว
6 มาแล้วกับอัจฉริยภาพที่หลายคนรอคอย คืออัจฉริยภาพด้านดนตรีและจังหวะ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่สร้างสีสันและความสุขให้กับโลกใบนี้ครับ สำหรับคนกลุ่มนี้จะมีแต่คนอยากอยู่ใกล้ เพราะเค้าทำให้คนรอบข้างเพลิดเพลินใจได้ตลอด เรามาดูกันว่าคนกลุ่มนี้เป็นพฤติกรรมยังไงกัน
- ชอบฮัมเพลง ร้องเพลงตลอด
- เห็นร้านคาราโอเกะแล้วคันปาก
- เล่นเครื่องดนตรีได้
- ชอบเคาะโต๊ะ ตบเท้าเป็นจังหวะ
- ชอบเคาะสิ่งของเพื่อฟังเสียง
- แยกเสียงประสานในเพลงได้ รู้ว่าใช้เครื่องดนตรีอะไรบาง (พวกหูเทพนั่นเอง)
- จำเพลงต่างๆได้ โดยเฉพาะเพลงเก่าๆ
- ชอบคำคล้องจอง กลองสัมผัส
ผมชอบอยู่ใกล้คนกลุ่มนี้ เนื่องจากผมเป็นคนร้องเพลงไม่ได้เลย แต่ชอบฟังคนอื่นร้อง เวลาผมร้องเพลงคนข้างๆ จะสะกิดแล้วบอกว่า พอเหอะ จนทุกวันนี้ลูกชายผมก็เริ่มจะมีแนวโน้มร้องเพลงคีร์เดียวแบบผมแล้ว (กลุ้มใจจริง)
ใครที่มีอัฉริยภาพด้านนี้ติดตัวมาซักนิดหน่อย หรือมากล้น ก็ควรพัฒนาอย่างจริงจังนะครับ เพราะนอกจากจะทำให้ตัวเองมีความสุขแล้วยังทำให้โลกสดใสได้ด้วยครับ
เวลาไปปาร์ตี้ที่ไหนเพื่อนๆ ก็จะเรียกหาคุณคนเดียว 555555
7 อัจฉริยภาพอีกด้านที่คิดว่าลูกชายผมเข้าข่ายมากๆ จากการที่ผมเองก็สังเกตนาฟต้ามาหลายปี คืออัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์และการจินตภาพ พวกนี้จะมีพฤติกรรมดังนี้ครับ
- ชอบวาดรูป
- จำหน้าคนได้แม่น แม้จะจำชื่อไม่ได้ก็ตาม (อันนี้พ่อนาฟต้าก็เป็น)
- แม่นยำเรื่องเส้นทาง (พ่อนาฟต้าไม่เคยหลง ถึงหลงก็ไม่ยอมรับ ฮ่าๆๆ)
- จัดกระเป๋าเดินทางได้เป็นระเบียบเรียบร้อย
- ชอบจัดบ้านหรือโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ
- นึกภาพในสมองได้แจ่มชัด
- รื้อและประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายดาย
- ฟังไปวาดรูปประกอบไป
- ชอบชมภาพยนตร์
- ชอบจัดดอกไม้ จัดสวน
- อ่านแผนที่คล่อง
- ชอบถ่ายภาพ
- ชอบต่อเลโก้ จิ๊กซอร์ หรือโมเดล ชอบเล่นเกมส์ปริศนา หาทางออก
ณ ตอนนี้ผมฟันธงว่านาฟต้าเป็นพวกนี้ เพราะชอบเล่นตัวต่อจิ๊กซอร์ กับเลโก้ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ และชั้นว่างของของนาฟต้า เค้าจะจัดเอง ใครไปย้ายที่มีเคือง ชอบอธิบายอะไรให้ป่าป๊า ม่าม๊าฟังด้วยการวาดรูป ผมเคยถามเค้าว่าตอนขึ้นไปเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนนาฟต้าอยู่ตรงไหน สระเล็กหรือสระใหญ่ นาฟต้าเดินไปเอากระดาษกับดินสอมาวาดแผนผังสระว่ายน้ำที่โรงเรียนให้ดูแล้วกากบาทจุดที่เค้าอยู่ก่อนลงสระจากนั้นวาดเป็นเส้นทางเดินลงไปในสระพร้อมทั้งทางเดินไปอาบน้ำหลังจากว่ายเสร็จแล้วด้วย แถมยังเปลี่ยนดินสอเป็นสีอื่นๆเพื่อกำหนดจุดที่คุณครูอยู่อีกต่้างหาก ทำเอาป่าป๊าอึ้งไปนานกับแผนภาพของนาฟต้า ที่พอเอาไปเทียบกับสระจริงแล้วเหมือนมาก
8 อัจฉริยภาพด้านสุดท้ายครับ เป็นอัฉริยภาพที่โลกต้องการ คือ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจธรรมชาติ ถ้าขาดเขาแล้วเราจะรู้สึก..... พวกนี้จะมีพฤติกรรมดังนี้
- ชอบท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ชมนกชมไม้
- คาดเดาภูมิอากาศในวันนั้นได้
- รักสัตว์ เห็นสัตว์ต้องเข้าไปเล่น ไปจับ
- จมูกดี ได้กลิ่นดิน แดด ฝน ได้
- ปลูกต้นไม้ได้งอกงาม
- อยู่นอกห้องปรับอากาศได้ (คนสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยได้ ขาดแอร์แล้วจะตาย)
- ชอบใช้ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ
- สนใจการทำอาหาร ปั้นดิน หล่อโลหะ แกะสลักน้ำแข็ง
พออ่านจบผมนึกถึงกลุ่มกรีนพีชเป็นอันดับแรก ในกลุ่มนี้ต้องมีแต่คนพวกนี้แน่ๆ และที่สำคัญคนธรรมดาทั่วไปจะต้องอาศัยคนเหล่านี้เพื่อคงความสมดุลในธรรมชาติเอาไว้ พ่อของผมเป็นคนนึงในกลุ่มอัจฉริยภาพด้านเข้าใจธรรมชาติ พ่อผมชอบปลูกต้นไม้มาก ปลูกเก่งกล้วยไม้พันธุ์ไหนที่ว่าเลี้ยงยากไม่ค่อยออกดอก เอามาเหอะแกปลูกให้ออกดอกได้หมด แถมเวลามีนกมาเกาะและร้องที่บ้านพ่อผมฟังแล้วแยกออกด้วยว่าเป็นนกอะไร แต่อัจฉริยภาพด้านนี้ติดมาที่ลูกชายก็คือตัวผมแค่นิดเดียว น่าเสียดายเนอะ นอกจากพ่อผมแล้ว ผมยังรู้จักคนอีกคนที่เป็นอัจฉริยภาพด้านนี้เธอเรียนคณะสัตวแพทย์ เพื่อนๆทุกคนจะรู้ดีว่าถ้าเห็นสัตว์ป่วย บาดเจ็บ หรือเป็นอะไรก็ตามให้มาบอกเธอ แล้วเธอจะรีบไปช่วยทันที เหมือนเป็นแม่ชีเทเรซ่าของเหล่าสัพสัตว์เลยทีเดียว
อับขึ้นมาครบหมดแล้วกับอัจฉริยภาพ 8 ด้าน ลองสังเกตกันครับว่าใคร หรือลูกใครมีลักษณะที่เข้าข่ายอัจฉริยภาพด้านไหน สำหรับคนที่ยังก้ำกึ่ง หรือตัดสินใจไม่ได้ว่าตัวเองเป็นด้านไหน อาจเป็นเพราะว่ามีอัจฉริยภาพครบทุกด้านก็ได้ (จริงๆ นะไม่ได้ล้อเล่น) แต่ผมก็มีอีกวิธีที่จะช่วยสังเกตคือให้ลองบันทึกกิจกรรมในแต่ละวันว่าเราทำอะไรบ้าง ทำต่อกันซัก 2-3 วัน แล้วเอามาแยกเก็บเป็นสถิติดูว่ากิจกรรมไหนที่เราทำบ่อยสุดและมีความสุขกับมัน อันนั้นแหละครับคือตัวคุณ แล้วค่อยมาเทียบกับพฤติกรรมในกลุ่มต่างๆ นี้ ........สำหรับพ่อแม่ ผมแนะนำให้หาของทั้งครอบครัวเลย พ่อ แม่ ลูก เพื่อประเมินหาแนวทางการเรียนรู้ของครอบครัวครับ
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
กิจกรรมทำซ้ำ คำที่ พ่อแม่ ต้องท่องให้ขึ้นใจ
สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัย 3-6 ปี หรือวัยอนุบาล คงเคยได้ยินคุณครูที่โรงเรียนอธิบายถึงหลักสูตรที่จะใช้สอนลูกน้อยของคุณ ว่าเป็น "กลุ่มกิจกรรมทำซ้ำ" โดยเฉพาะโรงเรียนทางเลือกทั้งหลาย ที่จะใช้คำนี้กันเป็นว่าเล่น ผมเองช่วงแรกๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจจนมาศึกษาถึงเรื่องการสอนลุก และเรื่องเซลล์กระจกเงา จนได้บทสรุปของตัวเองว่า กิจกรรมทำซ้ำนั้นเป็นการใช้การทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเด็ก ให้เด็กๆ ทำจนชำนาญ คิดว่าตัวเองก็ทำได้ เพื่อพัฒนาความมั่นใจของเด็ก
คำว่าทำซ้ำ มันก็ตรงตัวอยู่นะครับ แน่นอนว่าไม่ใช่ให้ทำครั้งเดียวแล้วเลิก ผมเจอเพื่อนหลายคนที่มีลูกลองเอากิจกรรมต่างๆ ที่ผมเล่นกับนาฟต้าไปลองเล่นกับลูกๆบ้าง ก็มักจะกลับมาบ่นให้ฟังว่าทำไมลูกเค้าไม่สนใจ บ้างก็ว่าไม่เห็นจะทำได้เหมือนนาฟต้าทำเลย ผมเลยเก็บมาเล่าในนี้ซะหน่อยว่า นาฟต้าเองก็ไม่ได้ทำกิจกรรมต่างๆ แล้วออกมาสมบูรณ์ หรือเรียนรู้จากกิจกรรมนั้นๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผมอยากจะสอนไปซะหมดทุกอย่างหรอกครับ บางกิจกรรมทำแล้วล้มเหลวก็มี ซึ่งก็อาจเป็นไปด้วยหลายปัจจัย เช่น วัยยังไม่พร้อม ความสนใจเค้ายังไม่ตรงกับกิจกรรม อารมณ์ไม่ดี อยากเล่นอย่างอื่น หรือแม้กระทั่งหิวข้าวครับ ผมเองก็ต้องเก็บอุปกรณ์ไปก่อน แล้วค่อยหาเวลามาทำใหม่ กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ผมนำเสนอในบล๊อคนี้ นาฟต้าได้ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง ซึ่งเค้าก็จะได้เรียนรู้หลายๆอย่าง หลายแง่มุม จากแต่ละครั้งที่ทำ บางกิจกรรมทำเป็น 10 ครั้ง กว่าจะเข้าเป้าวัตถุประสงค์ที่ผมต้องการจะสอนเค้า ไม่ต้องให้ลูกได้ทำกิจกรรมครบหมดทุกอย่างที่เป็นกระแส หรือทุกอย่างที่เราอยากจะถ่ายทอดครับ แต่ต้องเลือกกิจกรรมที่สามารถให้เค้าทำซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ ได้จนเค้าเข้าใจ ทำได้เอง และมั่นใจว่าเค้าทำได้ ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดครับผม
วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
Self-Learner
บุคลิกของ Self-learner ที่สมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วยลักษณะดังนี้
1. มีความมั่นใจสูง รู้สึกว่าตนเองเป็นคนมีค่า (Self Confidence & Self Esteem)
2. มีความรับผิดชอบตนเองในฐานะผู้เรียน (Responsible Learner)
3. เป็นผู้เรียนโดยเสรี ด้วยใจสมัคร มิใช่ให้ใครมาบังคับ แสวงหาความรู้อยู่ชั่วชีวิต (Independent Learner)
4. กล้าลองไม่กลัวผิด (Risk Taker)
5. รู้จักคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ (Critical Thinker)
6. ได้แรงส่งเสริมจากใจตนเอง (Self Motivated)
7. รู้จักวิธีเรียนที่ดี (Effective Techniques)
1. มีความมั่นใจสูง รู้สึกว่าตนเองเป็นคนมีค่า (Self Confidence & Self Esteem)
2. มีความรับผิดชอบตนเองในฐานะผู้เรียน (Responsible Learner)
3. เป็นผู้เรียนโดยเสรี ด้วยใจสมัคร มิใช่ให้ใครมาบังคับ แสวงหาความรู้อยู่ชั่วชีวิต (Independent Learner)
4. กล้าลองไม่กลัวผิด (Risk Taker)
5. รู้จักคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ (Critical Thinker)
6. ได้แรงส่งเสริมจากใจตนเอง (Self Motivated)
7. รู้จักวิธีเรียนที่ดี (Effective Techniques)
วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
การศึกษาและเวลา
การศึกษาของเด็กนั้นไม่ได้ขึ้นกับเงินและเวลา แต่อยู่ที่ความรักและความพยายามของพ่อแม่ใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ศักยภาพอันเลอเลิศของเด็กจะไม่มีวันเบ่งบานออกมาได้หรอกครับ
จากหนังสือ รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว โดย มาซารุ อิบุกะ
วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ไข่ตุ๋นนมฝีมือป่าป๊า
วันนี้นาฟต้ากับป่าป๊าถูกทิ้งให้อยู่บ้าน 2 คนตั้งแต่เช้า เพราะว่าม่าม๊าต้องออกไปธุระกับคุณยาย หลังจากตื่นนอน ก็ลงมาเล่นกันสองคนพ่อ ลูก เล่นไปได้ซักพัก นาฟต้าก็ร้องหิว ป่าป๊าไม่ได้เตรียมอาหารเช้าให้นาฟต้ามานานมากแล้วก็เลยออกจะมึนๆเล็กน้อย รีบไปเปิดตู้เย็นเห็นมีไข่อยู่ 1 ฟอง กับไส้กรอกลูกเล็กๆ อีก 1 ถุง ก็เลยทำไข่ตุ๋นนมให้นาฟต้าเป็นอาหารเช้า ง่ายๆครับแค่ ตอกไข่ 1 ฟองลงในชาม เติมนมที่นาฟต้าทานประจำลงไปประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ และก็เติมน้ำลงไปอีกประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ ที่เติมน้ำอีกก็เพื่อให้ไข่นิ่ม เพราะนาฟต้าชอบกินไข่นิ่มๆ จากนั้นก็เอาเข้าไมโครเวฟได้เลยครับ ตั้งเวลาไว้ 1 นาที ไข่ก็พอจะสุกนิดหน่อย ผมก็เอาออกจากไมโครเวฟ เอาซ่อมจิ้มด้านบนๆเพื่อระบายอากาศซักหน่อย จากนั้นก็แต่งหน้าด้วยไส้กรอกอีกนิด เอาเข้าไมโครเวฟต่ออีกประมาณ 30 วินาที ก็จะได้ไข่ตุ๋นนมหน้าตาเหมือนอย่างในรูปข้างบนกครับ
วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ขับรถดีดี จะมีรางวัล
![]() |
| ถ้วยรางวัลที่นาฟต้ามอบให้ เนื่องจากป่าป๊าขับรถดีดี |
วันนี้ตอนขับรถกลับบ้านนาฟต้ากำลังต่อเลโก้เป็นปีนเลเซอร์อยู่ที่นั่งด้านหลังคนขับ มีอยู่ช่วงหนึ่งผมเบรครถแรงไปหน่อยทำให้ชิ้นงานที่นาฟต้ากำลังต่ออยู่นั้นหลุดออกจากกัน นาฟต้าออกจะหงุดหงิดและต่อว่าผมเล็กน้อยว่า "ป่าป๊าทำไมขับรถเร็วจัง นาฟต้าต่อปีนไม่ได้เลย" ผมก็เลยขอโทษเจ้าตัวเล็กไปบอกว่า "ป่าป๊าขอโทษครับ ป่าป๊าจะขับช้าๆแล้วนะ" นาฟต้าก็ไม่ได้ตอบอะไรแล้วก็หันไปง่วนอยู่กับชิ้นงานเลโก้ของตัวเองต่อ
แต่พอกลับมาถึงที่บ้าน นาฟต้าก็เอาชิ้นเลโก้ที่เหลือมาต่อเป็นแท่งอย่างที่เห็นในรูปครับ แล้วก็เอามาให้ผม พร้อมทั้งบอกว่า "วันนี้ป่าป๊าขับรถดีดี นาฟต้าจะให้ถ้วยรางวัลป่าป๊านะ" แล้วก็ยื่นแท่งเลโก้ที่เห็นในรูปมาให้ผมครับ ผมประทับใจมากเลยครับ กับถ้วยรางวัลชิ้นนี้อยากจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกและเก็บเอาไว้ให้นาฟต้าดูในตอนโต แต่ว่าผ่านไปซักพักใหญ่ๆเจ้าตัวก็มาทวงคืนเพราะว่าต่อรางรถไฟแล้วชิ้นส่วนมันขาดไป ผมก็เลยต้องรีบคว้ากล้องมาถ่ายรูปเก็บเอาไว้ครับ นาฟต้าก็ให้ความร่วมมือโดยดี รอจนผมถ่ายรูปเสร็จถึงเอาไปแยกชิ้นส่วนครับผม
วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555
7 วิธีสร้างรอยยิ้มให้ลูก
บทความดีๆจากเว็บพันทิปที่ผมไปอ่านเจอเข้า เป็นบทความที่คอยเตือนสติให้นึกถึงรอยยิ้มและความสุขของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งเวลาที่เราจะเลือกใช้เวลากับลูกครับ
วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เรื่องของดินสอ
วันนี้ได้อ่านบทความของคุณกระต่ายในดวงจันทร์เกี่ยวกับการดินสอและการเขียน ได้แง่คิดดีๆที่จะเก็บไว้สอนนาฟต้าหลายอย่าง ในบทความกล่าวไว้ว่า
"สิ่งที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือมีราคาแพงที่สุดเสมอไป ดินสอมีไว้เพื่อเขียนเท่านั้น และสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ดินสอของเราสวยแค่ไหน แต่อยู่ที่เราสามารถใช้ดินสอจดบันทึกสิ่งที่มีประโยชน์ได้มากแค่ไหนต่างหาก เด็กๆ ควรได้รับการสอนให้รู้จักเปรียบเทียบและเลือกใช้ของที่เหมาะสมกับสถานะของตนเอง"
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555
พับกล่อง ไว้จัดระเบียบเจ้าตัวยุ่ง
อีกหนึ่งตัวอย่างการพับกล่องกระดาษที่มีประโยชน์มากสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ทั้งหลายครับ อันนี้เป็นการพับกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำให้สามารถใส่สิ่งของต่างๆให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ใส่เศษชิ้นส่วนของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือใส่เศษขยะที่เกิดจากการทำงานหรือเล่นของเด็กๆ เช่น เศษดินสอตอนที่เด็กๆเหลาดินสอ เศษกระดาษชิ้นเล็กๆเวลาเล่นตัดกระดาษ หรือแม้กระทั่งใส่เศษขนมที่เด็กๆกินแล้วหกเลอะเทอะ (นาฟต้าทำขนมหกเป็นประจำเวลากินข้าวเกรียบ หรือขนมปังกรอบ ถ้าหกลงพื้นผมก็จะบอกให้เก็บมาใส่กล่องกระดาษที่พับให้แล้วค่อยทิ้งทีเดียว - ทิ้งทั้งกล่องเลยครับ ไม่ต้องเก็บมาล้างเหมือนจาน ตามประสาคุณพ่อจอมขี้เกียจ)
![]() |
| รูปแสดงวิธีพับกล่องที่ค้นมาจากกูเกิลครับ |
วิธีพับก็แสนง่ายครับ แค่มีกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็เป็นใช้ได้ครับ ส่วนใหญ่ผมจะใช้ใบปลิวของห้างสรรพสินค้าต่างๆที่เค้ามาหย่อนลงในกล่องจดหมายหน้าบ้านนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ทักษะที่จำเป็นเมื่อเด็กเริ่มเขียน
อายุ ความสามารถ
10-12 เดือน ขีดเขียนเส้นขยุกขยิก
1-2 ปี พัฒนาจากเส้นขยุกขยิกเป็นการเลียนแบบเส้นแนวตั้ง เส้นแนวนอน (ให้ดูใน
ขณะวาดแล้วให้วาดตาม)
2-3 ปี ลอกแบบเส้นแนวตั้ง เส้นแนวนอน (ไม่ต้องให้ดูในขณะวาด)
3 ปี ลอกแบบรูปวงกลม
3-4 ปี ลอกแบบเครื่องหมายบวกและกากบาท
4-5 ปี ลอกแบบเส้นเฉียงและสี่เหลี่ยมจัตุรัส
5-6 ปี ลอกแบบรูปสามเหลี่ยม,สี่เหลี่ยมผืนผ้า,สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน,ลอกชื่อตัว
เอง(เขียนตัวใหญ่ขนาด 1.5-5 ซม.)
6-7 ปี ลอกแบบตัวอักษร,ตัวเลข (เขียนตัวหนังสือได้ในขนาดปกติ 0.5 ซม.)
วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555
สร้างลูกให้ภูมิใจในตนเอง
ความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) เป็นสิ่งสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิด ในการดำเนินชีวิต แต่คุณรู้ไหมว่า ความภูมิใจในตนเอง เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างสมมาตั้งแต่เด็ก เด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง รู้ในคุณค่าของตนเองจะเป็น เด็กที่มีความมั่นใจ สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว หรือ อดทนต่อความกดดัน ความเครียด และข้อขัดแย้งในชีวิตได้ดี เขาสามารถยิ้มให้กับชีวิตได้ และเป็นคนมองโลกในแง่ดี
ในทางกลับกัน เด็กที่ขาดความมั่นใจ และความภูมิใจในตนเองมักจะเป็นคนวิตกกังวล เกิดความเครียด ต่อปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตได้ง่าย ไม่สามารถหา ทางแนวคิด ที่เหมาะสมต่อปัญหาต่างๆ เด็กเหล่านี้ มักมีความคิด เกี่ยวกับตัวเองว่า "เราเป็นคนไม่เก่ง" หรือ "เราไม่เคยทำอะไรถูกเลย" เด็กมักจะมีลักษณะเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง หรืออาจจะเก็บกดได้
แล้วเราในฐานะพ่อ แม่ หรือ ผู้ปกครอง จะปลูกฝัง และ เสริมสร้างความมั่นใน และ ความภูมิใจให้กับเด็กๆ ของเราได้อย่างไร
ความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) คือ อะไร
ก่อนที่เรา จะเสริมสร้าง ความภูมิใจในตนเอง ให้กับเด็ก เรามีรู้จักกับคำว่า ความภูมิใจ ในตนเอง กันก่อน คำจำกัดความของความภูมิใจในตนเอง ทางการแพทย์นั้น คือ "ความเชื่อ หรือ ความรู้สึก ที่มีต่อตัวเอง ซึ่งมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรม เจตคติ และแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต" เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า การจะก่อให้เกิด ความภูมิใจ ในตนเองนั้น จะต้องสะสม ความรู้สึก ทีละเล็ก ทีละน้อยตั้งแต่เด็ก เราไม่สามารถ สร้างความรู้สึก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
การสะสม ความรู้สึกต่อตัวเองนั้น เริ่มตั้งแต่ อายุขวบปีแรก เด็กจะเริ่มสะสม ความรู้สึกว่า "ตัวเองทำได้" โดยที่เขาไม่รู้ตัว เช่น การที่เขาสามารถ พลิกตัวนอน คว่ำได้ หลังจากที่ พยายามมาเป็นสิบสิบครั้ง หรือ การที่เขาสามารถ บังคับช้อน ตักอาหารเข้าปาก ได้ด้วย ตนเองทุกครั้งที่กินอาหาร พฤติกรรมเหล่านี้ จะเป็น ตัวสอนให้เขามีความรู้สึกว่า เขาประสบความสำเร็จ และสอนตัวเองว่า "เราทำได้ ถ้าเราพยายาม" จากนั้น เขาจะเริ่มพัฒนา จริงจังเมื่ออายุ 3-4 ปี เขาจะเริ่มรับรู้ ถึงความรู้สึกชนิดต่างๆ สำรวจ ความคิดนั้น และสะสมความคิดจนได้ข้อสรุป ตกผลึก ออกมาเป็นความรู้สึกโดยรวม ต่อตนเอง แต่ในความเป็นจริง
เมื่อเด็กพยายามทำสิ่งหนึ่ง แล้วทำไม่ได้ พยายามใหม่ ทำไม่ได้ พยายาม ต่อไป เรื่อยๆ จนทำได้ในที่สุด จะเป็นการก่อกำเนิดความคิดต่อตนเอง และ รู้ถึงความ สามารถของตัวเอง นอกจากการเรียนรู้ จากการกระทำของตนเองแล้ว เด็กก็จะเรียนรู้ ความภูมิใจในตนเอง จากคนรอบข้างด้วย ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ และ ผู้ปกครอง จึงมี อิทธิพลต่อการ พัฒนาความภูมิใจในตนเองของเด็ก
ความภูมิใจในตนเอง จะต้องเกิดควบคู่ไปกับความรัก จะมีเพียงอย่างหนึ่ง อย่างใดไม่ได้ เด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ประสบ ความสำเร็จ แต่ขาด ความรัก ในที่สุดเขาก็จะหมดความภูมิใจในตัวเอง ส่วนเด็ก ที่ได้รับความรัก แต่ไม่ภูมิใจในตนเอง ทำอะไรไม่ค่อย ประสบ ความสำเร็จ ก็จะ ไม่รักตัวเอง ดังนั้น ความภูมิใจ และ ความรักจึงต้องมีอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล
เปรียบเทียบลักษณะของ เด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง กับ เด็กที่ขาดความภูมิใจในตนเอง
การสะสมความภูมิใจในตนเอง จะเริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น โดยขึ้น กับสถานะการณ์รอบข้าง และสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ความรู้สึก ภูมิใจจะมีช่วงๆ ภูมิใจมาก ภูมิใจน้อย เปลี่ยนแปลงไปมา พ่อแม่ และ ผู้ปกครอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ ที่จะสังเกต ลักษณะของเด็กว่า ช่วงไหนเขาเป็นอย่างไร เขามีความภูมิใจในตนเอง และมีความรู้สึกต่อตัวเอง อยู่ในระดับใด
เด็กที่ขาดความภูมิใจในตนเอง จะไม่ชอบเรียนรู้ หรือ ทดลอง ประสบการณ์ ใหม่ๆ เขามักจะพูดเกี่ยวกับตัวเองในทางลบ เช่น เราเป็นคนไม่เก่ง เราเป็นคน ไม่ฉลาด เราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ไม่มีใครมาสนใจเรา ฯลฯ เด็กจะมีความ อดทนต่อความกดดันน้อย ไม่มีความพยายาม ยอมแพ้ได้ง่าย หรือมักชอบ ให้คนอื่นมาทำ แทนตนเอง
ส่วนเด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง จะมีความรู้สึกมั่นใจ ชอบพบปะผู้คน มีความสุข ที่จะได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันเขา ก็สามารถอยู่ คนเดียวได้ โดยที่ไม่มีความรู้สึกว่าต้องพึ่งพา เช่น สามารถกิน อาหารคนเดียวได้ เป็นต้น เด็กจะชอบทดลอง ค้นหาสิ่งใหม่ๆที่เขาสนใจ เมื่อมีความท้าทายเข้ามา เขาจะคิดหาทางแก้ปัญหา หรือทางออก ถ้าจะสังเกต คำพูดบางคำ ก็จะรู้ถึงความมั่นใจ ในตนเอง เช่น แทนที่เขาจะพูดว่าฉันทำไม่ได้ ก็จะพูดว่าฉันจะหาทางอย่างไร เพื่อที่ จะทำให้ได้ เขาจะรู้ถึงจุดเด่น และ จุดด้อย ของตนเอง และยอมรับมันได้
บทบาทขอบพ่อแม่และผู้ปกครอง จะช่วยได้อย่างไร มีข้อแนะนำดังนี้
พูดให้กำลังใจเด็กอย่างสร้างสรรค์
เด็กๆ นั้นมักจะมีความรู้สึกอ่อนไหวได้ง่าย ต่อคำพูดของพ่อแม่ คุณต้องพูดจา ชมเชยลูกไม่เพียงแต่เมื่อลูก ประสบความสำเร็จ แต่ควรจะพูดส่งชมเชยลูกด้วย เมื่อลูก ได้ใช้ความพยายามของตนเอง (แต่ไม่ประสบความสำเร็จ) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกแข่งกีฬาแต่ไม่ชนะ พยายามเลี่ยงคำพูดว่า "คราวหน้าซ้อมให้หนักขึ้นนะลูก" แต่ควรจะพูดว่า "ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ชนะ แต่แม่ก็ภูมิใจในความพยายามของลูก" เราควรพูดชมเชย ต่อความพยายามของลูก มากกว่า พูดถึงผลลัพธ์ที่ออกมา การพูด ชมเชยนั้น ต้องพูดออกมาจากใจ เด็กจะรับรู้ได้ว่า คุณพูดออกมาจากใจ หรือ พูดเกินจริง
ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก
ถ้าคุณเป็นคนเกรี้ยวกราด เจ้าอารมณ์ มองโลกในแง่ร้าย หรือ ขาดความภูมิใจ ในตนเอง เด็กก็จะเลียนแบบพฤติกรรมของคุณ อย่างแน่นอน ดังนั้น คุณจะต้องสำรวจ ตนเองว่า คุณเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกๆของคุณหรือไม่
สังเกตและแก้ไขความรู้สึกที่ผิดๆของเด็ก
เป็นบทบาทสำคัญของพ่อแม่ และ ผู้ปกครองที่จะสังเกตว่า เด็ก หรือลูกๆ ของคุณ มีความรู้สึกต่อตนเองเป็นอย่างไร ความรู้สึกที่ผิดๆ บางอย่าง ถ้าไม่ได้รับ การแก้ไข ในทางที่เหมาะสมแล้ว อาจจะฝังลึก กลายเป็นความรู้สึกถาวรได้ เช่น ถ้าเด็กสามารถ เรียนที่โรงเรียนได้ดี ยกเว้นแต่วิชาคณิตศาสตร์ เด็กอาจจะพูดว่า "เขาไม่สามารถ คิดเลขได้ เขาเป็นเด็กโง่" ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความคิดที่ผิด แต่อาจจะ เป็นการฝังราก ของความรู้สึกล้มเหลว และขาดความภูมิใจในตนเองได้ คุณจะต้องพูด กับเด็กให้เขารับรู้ ถึงแง่คิดในการมอง ที่ถูกต้อง การตอบสนองต่อสถานการณ์ ข้างต้น อาจจะเป็นว่า "ลูกสามารถเรียนวิชาอื่นๆ ที่โรงเรียนได้ดี เลขเป็นเพียงวิชาหนึ่ง เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด ลูกไม่ได้เป็นเด็กไม่ฉลาด เพียงแต่ว่า ลูกต้องให้เวลา ทำการบ้านในวิชาเลข และ ทบทวนบทเรียนให้มากขึ้นเท่านั้น"
ให้ความรักให้พอเพียง
การให้ความรัก เป็นสิ่งที่สร้างความภูมิใจแก่ตนเองอย่างแน่นอน การกอด สัมผัส พูดชมเชย พูดว่าคุณภูมิใจในตัวเขา เป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ว่ามันอาจจะ ไม่ได้เป็นวัฒนธรรมเดิมของคนไทยเราก็ตาม แต่เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำโดย เฉพาะกับลูกๆของคุณ และอย่าลืมอย่างที่บอกเอาไว้ว่า ต้องทำออกมาจากหัวใจ อย่าทำเกินจริง เพราะเด็กสามารถรับรู้ได้
ให้การตอบสนองต่อพฤติกรรมอย่างถูกต้อง
การตอบสนองต่อ พฤติกรรมของลูกๆ จะเป็นตัวสะท้อน ถึงผลของการกระทำ ของเขา การตอบสนองที่ดี จะทำให้เขารับรู้ว่า การกระทำนั้นๆเป็นสิ่งที่ดี เช่น เมื่อลูกคุณไปทะเลาะกับเพื่อน แทนที่คุณจะบอกลูกว่า "ห้ามทะเลาะกับเพื่อนอีกนะลูก การทะเลาะเป็นนิสัยของเด็กเกเร" เด็กอาจจะ รู้สึกว่าเขาไม่ดี ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ คุณอาจจะพูดว่า "ลูกทะเลาะกับ เพื่อนมา แต่แม่ก็เห็นว่า ยังดีที่ลูกไม่ได้ลงมือ ลงไม้กัน" การพูดเช่นนี้ เหมือน เป็นการให้รางวัลแก่เด็ก ว่าเขาสามารถควบคุมตนเอง และ เลือกทางออก ที่เหมาะสมได้ และจะสามารถเลือกได้อีก เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำในคราวต่อไป
สร้างบรรยากาศที่ดีในบ้าน
เด็กที่รู้สึกว่า อยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข หรือ รู้สึกไม่ปลอดภัย จะมีระดับ ความภูมิใจในตนเองต่ำ บ้านที่พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ จะทำให้ลูกๆ เป็นเด็ก เก็บกด ดังนั้นคุณควรสร้างบรรยากาศในบ้านให้ดี ปรองดองกัน เมื่อมีข้อขัดแย้ง ในชีวิตคู่ ควรจะหาสถานที่ที่มิดชิดพูดคุยกัน ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าเด็กๆ นอกจากนั้น คุณต้องสังเกตว่าลูกคุณ มีความสุขที่โรงเรียนด้วยหรือไม่ สังเกตว่า ตามแขนขา มีรอยฟกช้ำจากการโดนทำร้ายร่างกายหรือเปล่า
ส่งเสริมให้เด็กได้เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์
กิจกรรมที่เสริมสร้าง การทำงานเป็นทีม ทำงานร่วมกัน เพื่อประสบ ความสำเร็จ จะเป็นกิจกรรมที่ดี ในการสร้างความมั่นใจ และ ความภูมิใจ ในตนเอง เช่น กิจกรรมที่ให้พี่สอนน้องอ่านหนังสือ จะเป็นผลดีต่อ ความภูมิใจ ในตนเองทั้งสองฝ่าย เป็นต้น ส่วนกิจกรรมที่เน้นการแข่งขัน และ ผลลัพธ์ของ การแข่งขัน จะไม่ค่อยเป็นผลดีนัก เพราะจะทำให้เด็กเคร่งเครียดจนเกินไป
จากข้อแนะนำ ที่กล่าวมานี้คงจะเป็นแนวทางให้ คุณได้สังเกต และ เสริมสร้าง ความภูมิใจในตนเอง ให้กับลูกๆหรือเด็กๆของคุณ แต่ถ้าเกินความสามารถ ของ คุณในการแก้ไข คุณสามารถพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็ก จิตแพทย์ จะซักประวัติ เด็ก และ พ่อแม่ มีการทดสอบเพื่อให้ทราบว่า เด็กคิดอย่างไร และอะไร เป็น สาเหตุ ที่ทำให้เขามีความภูมิใจในตนเองต่ำ และ สามารถสร้างกิจกรรม ในการแก้ไขที่เหมาะสม ทำให้เด็กมองโลกในแง่ของความเป็นจริง มองโลก ในแง่ดี และรักตัวเอง
10 อันดับกิจกรรมสร้างพัฒนาการ
พ่อแม่มือใหม่รู้เสมอว่ากิจกรรมการเล่นมีผลต่อพัฒนาของลุกน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็ประสบปัญหาว่า ไม่รู้จะเล่นกับลูกอย่างไร โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจ ที่ทุกคนในครอบครัว มีเวลาให้กันและกันน้อยลงไปทุกที ยิ่งทำให้พ่อแม่ มือใหม่ได้แต่แสดงความรักให้ลูกน้อยด้วยการซื้อของแพงๆ ให้ โดยไม่นึกว่าอาจจะเป็นผลลบต่อลุกที่รักก็ได้ เราลองมาดูกันว่า ผลการสำรวจความเห็นจากพ่อแม่ของเด็กวัยตั้งแต่ 0-4 ปี ในสหรัฐอเมริกา อะไรคือ 10 กิจกรรมสร้างสรรค์ ที่พ่อแม่เชื่อว่า สำคัญต่อพัฒนาการของเด็กในเยาว์วัย เรามาเริ่มจากอันดับที่สิบกันก่อนครับ
อันดับที่ 10 การวาดภาพ (Painting)
ศิลปะ นับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยสร้างจิตนาการไม่เฉพาะกับเด็ก แต่รวมไปถึงผู้ใหญ่ การให้ลูกน้อย ได้มีโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศิลปะ หรือวาดภาพ ถึงแม้จะเป็นภาพที่ไม่มีความหมายอะไร แต่การวาดภาพ ก็ช่วยให้ลูกน้อยได้ใช้กล้ามเนื้อนิ้มมือในการจับพู่กัน หรือปากกา กล้ามเนื้อมือและแขนในการขยับปากกาไปตามแนวฝึกทักษะขอแงความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือ
อันดับที่ 9 การปีนป่าย (Climbing )
ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง คงไม่มีใครจะปฎิเสธว่าเด็กทุกคน ชอบที่จะปีนป่ายไปตามสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่ท้าทายให้สำรวจการปีนป่าย เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อหลักๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อแขนขาและยังช่วยฝึกทักษะการสร้างสมดุลของร่างกายอีกด้วย
อันดับที่ 8 การเล่นกับลูกบอล (Playing ball )
ผู้ใหญ่อาจมองการเล่นกับลูกบอลในลักษณะที่เป็นกีฬา แต่สำหรับเด็กนั้น ลุกบอลเป็นเครื่องเล่นที่สามารถสร้างจินตนาการและพัฒนาลักษณะต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพียงการใช้มือกลิ้งบอล หรือการเตะบอลไปมา การโยนลูกบอลบนอากาศและรับ ไปจนถึงการกลิ้งตัวบนลูกบอลในลักษณะต่างๆ ลูกบอลอาจจะถือได้ว่า เป็นเครื่องเล่นพื้นฐานที่สุด ซึ่งสามารถพัฒนาได้ทั้งกล้ามเนื้อในส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อใหญ่ และกล้ามเนื้อเล็ก ไปจนถึงการฝึกทักษะการสร้าง ความสัมพันธ์ของตาและมือ และการฝึกการสร้างสมดุลของร่างกายด้วย
อันดับที่ 7 การเล่นดนตรี และการเล่นคอมพิวเตอร์ (Playing music and computer )
เป็นอันดับที่มีกิจกรรมสองกิจกรรมได้คะแนนเสมอกัน ในสิ่งที่ถือว่า แตกต่างกันพอสมควร เนื่องจากดนตรี นับเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญมากของการพัฒนาลูกน้อยคล้ายกับการวาดภาพ การเล่นดนตรีช่วยสร้างทักษะในการ ฟังเสียงของเด็ก การฝึกทักษะของกล้ามเนื้อนิ้มมือ และแขน แต่การเล่นคอมพิวเตอร์ดูจะเป็นกิจกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก มีกังวล เนื่องจากเห็นว่า อาจจะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างทักษะหรือพัฒนาการให้เด็กน้อยได้มากเท่าที่ควร แต่คงจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกแห่งสาระสนเทศในปัจจุบัน พ่อแม่ต้องการให้ลูกได้มีโอกาสเริ่มสัมผัสกับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งมีโปรแกรม ต่างๆ คอยตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี
อันดับที่ 6 การร้องเพลง(singing)
หลายทฤษฏีในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการให้เด็กเล็กได้ฟังเพลงที่มีคุณภาพเช่น เพลงคลาสสิค จากความเชื่อที่ว่าจะสามารถช่วยพัฒนาสมองและจินตนาการได้เป็นอย่างดี พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญเรื่อง การฟังเพลงมาก คงจะไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่เคยร้องเพลงให้ลุกน้อยฟัง การร้องเพลงช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาของเด็กได้อย่างดี และยังเป็นเครื่องมือในการสร้างจิตนาการ และสุนทรียภาพให้กับลูกน้อยอีกด้วย การร้องเพลงพร้อมกิจกรรม ประกอบ ท่าทาง ยังช่วยในการฝึกกล้ามเนื้อต่างๆ การสร้างจิตนาการ และการประสานท่าทางกับคำร้อง
อันดับที่ 5 การฟังเพลงและการเล่นในสนามเด็กเล่น (Listening to music and playground)
ในขณะเดียวกัน การให้ลูกน้อยได้มีโอกาสเล่นในสนามเด็กเล่น ได้รับคะแนนสูงในระดับเดียวกัน เพราะการเล่นในสนามเด็กเล่น เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ และนอกจากนี้ยังได้พัฒนาศักยภาพทางสังคม จากการได้พบกับเพื่อนใหม่ๆ ในวัยเดียวกัน และวัยที่ต่างกัน
อันดับที่ 4 การเล่นจินตนาการและการระบายสีบนภาพ (Playing make-believe,coloring)
การเล่นจินตนาการ หรือ การเล่นสมมติจำลองให้ตุ๊กตาหรือคนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัว เป็นการฝึกจินตนาการได้ดี และยังเป็นกิจกรรมที่ฝึกทักษะด้านภาษาอีกด้วย เช่น การจัดงานวันเกิดให้ตุ๊กตาหมี สามารถฝึกให้ลูกน้อยเข้าใจ ศัพท์ต่างๆ ที่จะต้องใช้ไม่ว่าจะเป็นเค้ก จาน แก้วน้ำ ฯลฯ รวมไปถึงการร้องเพลงด้วย และการระบายสีบนภาพเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับคะแนนสูง เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างจินตนาการได้ ดีที่สุดกิจกรรมหนึ่ง และยังช่วยฝึกความเข้าใจในสีต่างๆ และพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อต่างๆ คล้ายกับการวาดภาพ
อันดับที่ 3 การเล่นของเล่น(Playing with toy )
พ่อแม่ส่วนใหญ่ให้คะแนนการเล่นของเล่นสูง คงจะเป็นเพราะของเล่นในปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาจากของเล่นที่ เพียงแต่สร้างขึ้นเพื่อความสนุกสนาน ให้เป็นของเล่นที่พัฒนาทางความคิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อใน การจับชิ้น ส่วนต่างๆ การฝึกจับคู่วัสดุลงในช่องที่มีรูปลักษณะเหมือนกัน การต่อของเล่นให้เป็นรูปร่างต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการพัฒนาและฝึกทักษะหลายๆ อย่าง ในเวลาเดียวกันได้เป็นอย่างดี
อันดับที่ 2 การวาดลายเส้น(Drawing )
การวาดลายเส้นนอกจากจะช่วยสร้างจินตนาการแล้วยังช่วยสร้างทักษะในการใช้ดินสอ หรือปากกาด้วย ทั้งยังส่งผลให้ลูกน้อยเข้าใจรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นตรง วงกลม สี่เหลี่ยม ฯลฯ ที่จะมาประกอบกันเป็นรูปภาพ จะช่วย ให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีทางด้านทักษะที่จะนำไปสู่การเขียนหนังสือและการวาดภาพ
อันดับที่ 1 การอ่าน(Reading )
กว่าสามในสี่ของพ่อแม่ที่ร่วมทำการสำรวจบอกว่า อ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง การอ่านนอกจากเป็นการสร้างจินตนาการ การฝึกทักษะด้านภาษา การฝึกการมองภาพและการรู้จักสิ่งต่างๆ แล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูกน้อยด้วย เพราะลูกจะรู้สึกถึงความอบอุ่นจากพ่อแม่ได้อย่างใกล้ชิดที่สุด
ได้รู้จักกับสิบอันดับกิจกรรมสร้างสรรค์ที่พ่อแม่ชาวอเมริกันนิยมนำมาใช้เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะ
และพัฒนาการขั้นพื้นฐานให้กับลูกๆ กันแล้ว ลองนำไปใช้กับเจ้าตัวเล็กที่บ้านบ้างครับ
วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555
สาระ- เล่นกับลูกพัฒนาสมอง
สมองของคนเรามีอยู่ 2 ซีก ซีกขวา และซีกซ้าย ซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย และสมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่ายการซีกขวา สมองทั้ง 2 ซีก จะมีใยประสาทจำนวนมากเชื่อมอยู่เพื่อให้สมองทั้ง 2 ส่วนรับรู้การทำงานซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น สมองแต่ละซีกจะมีการทำงานที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัด โดยที่สมองทางซีกซ้าย เป็นส่วนที่ควบคุมการคิด และมีการทำงานที่ออกมาเป็นนามธรรม เช่น การนับจำนวนเลข, การบอกเวลา, การสรรหาถ้อยคำ, การหาเหตุผล เป็นต้น
ส่วนสมองซีกขวาจะทำหน้าที่จินตนาการ, ฝัน, สร้างสรรค์ความคิดใหม่, การซึมซาบในดนตรีและศิลปะ เป็นต้น ดังนั้นการที่คนเราสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้นั้น เกิดจากการทำงานของสมองซีกขวานี้เอง เมื่อสมองซีกขวาทำงาน สมองซีกซ้ายจะรับหน้าที่แสดงผลการทำงานออกมาให้คนอื่นเห็น สิ่งที่สมองทั้งสองส่วนเหมือนกัน คือ การรับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านอวัยวะรับรู้ทางประสาทชุดเดียวกัน แต่สมองทั้งสองส่วนทำงานแตกต่างกันมาก คือในขณะที่สมองซีกซ้ายกำลังทำหน้าที่พูดคุย ใช้เหตุผลต่างๆ สมองซีกขวากำลังทำหน้าที่คิดจินตนาการต่างๆ โดยไม่มีการคำนึงถึงกาลเวลา อย่างไรก็ตาม สมองทั้ง 2 ซีก ควรได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน ปัจจุบันสามารถกล่าวได้ว่าการศึกษาส่วนใหญ่ที่จัดให้กับเด็กในทุกวันนี้ มักจะมุ่งไปในการพัฒนาสมองซีกซ้ายเป็นส่วนใหญ่ โดยการศึกษาในปัจจุบันเด็กต้องท่องจำ คิดเลข
เรียนรู้ทางภาษา ระเบียบ กฎเกณฑ์ การวิเคราะห์ข้อมูล อันเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายทั้งนั้น ขณะที่สมองทางซีกขวาไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
การศึกษาส่วนใหญ่ยังเน้นการที่ครูเป็นศูนย์กลาง คำตอบที่ถูกต้องต้องมาจากครู หรือจากหนังสือเรียนเท่านั้น โดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสคิดหาคำตอบที่แตกต่างไปจากคำตอบเหล่านี้ การเรียนแบบนี้เองเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำให้เด็กเกิดความกลัวในการคิดหาคำตอบใหม่ๆ ทั้งๆ ที่คำตอบนั้นอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้องก็ได้ ในสภาพการเรียนรู้การสอนแบบนี้
สมองซีกขวาของเด็กอาจจะถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง
เด็กในช่วงอายุ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี เป็นวัยแห่งการคิดฝันจินตนาการ ดังนั้นสมองส่วนที่มีความสำคัญในวัยนี้ จะเป็นสมองซีกขวาเป็นส่วนใหญ่ เด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการกระตุ้นให้สมองซีกขวาได้พัฒนาอย่างเต็มที่ โ่ดยการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิด
จินตนาการของเด็กเอง โดยการพัฒนาสมองทั้ง 2 ซีกไปพร้อมกันและเท่าเทียมกัน โดยให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาจากระบบที่เป็นอยู่ เป็นระบบที่ให้เด็กมีอิสระในการคิดการหาคำตอบมาขึ้น การพัฒนาสมองซีกขวาอาจทำได้โดยการสอนให้เด็กได้มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการคิดการจินตนาการ เช่น การเล่านิทาน การแสดงละคร การเล่นเกมส์ เล่นกีฬา ดนตรี และศิลปะ เป็นต้น
ผลจากการวิจัยจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อเด็กในวัยนี้ถูกกีดกันจากนวนิยาย นิทานแล้วเด็กจะกลายเป็นคนที่มีจิตใจไม่มั่นคง อ่อนไหวง่าย เพราะการฟังนิทานนั้นเด็กสามารถใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ และนิทานจะทำหน้าที่คล้ายๆ กับความฝันของเด็กๆ
ที่จะช่วยระบายความเก็บกดต่างๆ ในใจ ที่เด็กไม่สามารถได้รับการตอบสนองในชีวิตจริง ดังนั้น ความรู้ทางวิชาการทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นทาง วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือศีลธรรม สามารถสอนเด็กได้โดยอาศัยสื่อการสอนที่ชวนคิด ชวนฝัน พวกเด็กๆ จะสามารถเข้าใจความรู้ต่างๆ ได้ดีขึ้น ถ้าสามารถจินตนาการออกมาเป็นเรื่องราวได้ นอกจากการสร้างพัฒนาการทางสมองโดยใช้การเล่านิทานแล้ว การเล่นต่างๆ ที่สมวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถส่งเสริมการพัฒนาทางสมองซีกซ้ายของเด็กในวัยแรกเกิดจนถึง 6 ปีได้
การเล่นกับเด็ก ต้องจำไว้เสมอว่าเด็กแต่ละคนนั้นมีความเป็นตัวของตัวเอง มีความชอบหรือไม่ชอบในสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การที่จะบอกว่า การเล่นแบบใด หรือของเล่นชนิดใดเหมาะกับเด็กในวัยนี้ มักจะเป็นไปไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ เป็นผู้ที่จะมีความสำคัญมากในการสรรหาของเล่นที่เหมาะกับลูกของตนและที่ลูกของตนชอบ โดยการสังเกตดูว่า เด็กชอบเล่นอะไร มีความถนัดในด้านใด จากการแสดงออกของเด็กเอง
พ่อแม่ต้องมีจินตนาการในการคิดหาวิธีในการเล่นกับลูก โดยกิจกรรมหรือของเล่นนั้นเน้นที่ความสนุกสนานและต้องเหมาะสมกับวัยของเด็ก ไม่ยากเกินไป หรือง่ายเกินไป การที่เล่นของเล่นที่ยากเกินความสามารถของเด็กจะทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่ายง่าย และมีผลต่อเด็กเหมือนกับว่าเด็กไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้
เมื่อโตขึ้นก็จะไม่มั่นใจในตนเองในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ส่วนถ้ากิจกรรมหรือของเล่นที่ง่ายเกินไป ก็จะไม่พัฒนาความสามารถทางการคิดจินตนาการของเด็กเลย คำถามที่ว่าต้องเล่นกับเด็กนานเท่าใดในแต่ละกิจกรรมนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยากแก่การหาคำตอบที่ตายตัว เพราะต้องอาศัยดูจากตัวเด็กเอง ถ้ากิจกรรมสนุกสนานและเด็กชอบที่จะเล่นแล้ว เด็กจะเล่นได้นานโดยไม่เบื่อ แต่ถ้ากิจกรรมที่เล่นหรือของเล่นนั้นยากเกินไป เด็กก็จะเล่นได้ในระยะเวลาสั้นๆและเลิกสนใจในกิจกรรมนั้นไป
ดังนั้นผู้ที่เป็นพ่อแม่ต้องสังเกตลูกของตนให้ดี ถ้าเด็กเบื่อในกิจกรรมที่กระทำอยู่ ก็จำเป็นที่จะต้องหากิจกรรมหรือของเล่นใหม่
สรุปได้ว่า พ่อแม่มีหน้าที่ที่จะส่งเสริมให้ลูกของตนได้รับการพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาไปอย่างเท่าเทียมกัน
โดยการเล่นของเล่นหรือหากิจกรรมต่างๆ มาเล่นกับลูกของตน เน้นที่ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน
อย่าทำให้ลูกมีความรู้สึกเหมือนถูกบังคับ รวมทั้งพ่อแม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกของตน
โดยทำตัวให้เหมือนกับที่ตนได้สั่งสอนลูก เด็กจะสามารถพัฒนาความสามารถทางสมองของเขาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และจะกลายเป็นเด็กที่มีความมั่นคงทางจิตใจ มีความมั่นคงในตนเอง มีเหตุมีผลในเรื่องต่างๆ และที่สำคัญเด็กจะเป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555
รถไฟฟ้า กับสติกเกอร์เด็กดี
เมื่อเดือนก่อนผมได้อ่านเรื่องวิธีการพัฒนาวินัยเชิงบวกในเด็กเล็ก โดยใช้สติกเกอร์ให้เด็กๆ สะสม ก็เลยลองเอามาใช้กับลูกชายบ้าง โดยเริ่มจากสร้างเรื่องราวหรือแรงบันดาลใจให้เค้าก่อนครับ พอดีตรงกับที่จะลงไปเที่ยวกรุงเทพทั้งครอบครัว ก็เลยเปิด YouTube ที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้าให้ลูกชายดู แล้วเค้าก็สนใจมาก จากนั้นก็โหลดรูปรถไฟฟ้ามาพิมพ์ลงบนการ์ด พร้อมทั้งทำช่องเป็นรูปดาว 20 ช่องไว้สำหรับติดสติกเกอร์ด้วยครับ อย่างที่เห็นในรูป
| ผมสะสมได้ 6 ดวงแล้วครับ |
| การ์ดสะสมสติกเกอร์เด็กดีของนาฟต้าครับผม |
หลังจากที่ได้การ์ดไปนาฟต้าก็เก็บเป็นอย่างดีเลยครับ และมีอาการงอแงน้อยลงทำตามที่บอกมากขึ้น เช่น เข้าไปเตรียมตัวอาบน้ำเองโดยไม่ต้องเรียกหลายครั้ง (เอาไปเลย 1 ดวง) ยอมแปรงฟันแต่โดยดี (เอาไปอีก 1 ดวง) ช่วยม่าม๊าเก็บจานข้าว (รีบอีก 1 ดวง) เก็บของเล่นทุกครั้งหลังเล่นเสร็จ (จัดไป 1 ดวง) และที่แฟนผมชอบมากคือ เจ้าตัวเล็กนาฟต้ากินข้าวหมดจานเลยทีเดียว เพราะว่าอันนี้จัดเต็ม ได้ 2 ดวงครับผม เพียงแค่ 4 วันนาฟต้าก็สะสมได้ครบ 24 ดวงครับ เหลืออีก 1 ดวงผมเตรียมเอาไว้ไปให้เค้าที่กรุงเทพ ตอนที่จะขึ้นรถไฟฟ้าครับ เป็นเคล็ดไม่ลับที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายมากแค่เตรียมกระดาษให้เด็กๆ ได้ติดสติกเกอร์เท่านั้นครับ จะตั้งชื่อว่าอะไรก็แล้วแต่เช่นสติกเกอร์เด็กดี สติกเกอร์วิเศษ สติกเกอร์คนเก่ง ก็ได้ ส่วนสติกเกอร์นั้นผมก็ใช้สติกเกอร์ที่แถมมากับของต่างๆที่สะสมไว้นานแล้วครับ หรือจะไปซื้อหามาก็ไม่ว่ากัน เดี๋ยวนี้มีขายมากมายหาซื้อได้ง่าย เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายตอนที่นาฟต้ากำลังจะขึ้นรถไฟฟ้ามาครับ เพราะว่าตัวพ่อก็กำลังดีใจที่การ์ดสติกเกอร์ได้ผลเกินขนาด ส่วนคุณลูกชายก็ตื่นเต้นกระโดดไปมาจนผมจับแทบไม่ไหว แต่ก็มีรูปอื่นๆที่นาฟต้าไปเที่ยวกรุงเทพมาให้ดูกันนะครับ สามารถคลิกเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ
วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555
สีน้ำจัมโบ้.... โอ้โห คุ้มจริง
| สีน้ำเทมเพรา (tenpera) ขวดจัมโบ้ |
ปกติเวลาเล่นกับนาฟต้าผมจะใช้สีน้ำเทมเพร่า หรือไม่ก็สีโปสเตอร์ครับ แต่ช่วงหลังใช้สีโปสเตอร์ที่ซื้อมาเป็นขวดใหญ่มากกว่า เพราะสีน้ำที่มีขายในเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบหลอดเล็กๆเอามาเล่นกับนาฟต้าไม่กี่ครั้งก็หมดหลอดแล้วครับ เปลืองสีกันมากครับบ้านนี้เพราะกิจกรรมเล่นสีบางกิจกรรมนาฟต้าขอเล่นกันเป็นสิบๆรอบ แต่วันนี้ผมพอมีเวลาว่างได้ไปเดินดูหนังสือที่สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ที่เชียงใหม่นี่เองครับ ประจวบกับที่สีเทียนของนาฟต้าหักไปหลายแท่งผมจึงเลี้ยวเข้าไปในโซนเครื่องเขียนของที่นี่ ทันใดนั้นเองผมหันไปเห็นบางอย่างเข้า โอ้พระเจ้าจอร์จ... มันยอดมากครับ ที่นี่มีขายสีน้ำเทมพาราแบบขวดจัมโบ้ด้วยครับ ไซด์ขนาดประมาณน้ำอัดลมขวดลิตรเลย ก็เลยหยิบขี้นมาดูราคาซักหน่อย อยู่ที่ 215 บาทต่อขวดครับ คิดอยู่ซักพักถ้าซื้อแม่สี 3 ขวด ก็ตกอยู่ที่ 645 บาท ผมถอนหายใจหนึ่งเฮือกแล้วก็ตัดใจซื้อมาทั้ง 3 สีเลยครับ เพราะคิดว่าถ้าเล่นระยะยาวแล้วคุ้มมากกว่าการซื้อสีน้ำแบบหลอด อีกประการคือไม่อยากเล่นสีโปสเตอร์มากๆครับ เพราะสีโปสเตอร์มีข้อเสียอยู่อย่างนึงคือมันมีกลิ่นน้ำมันที่ค่อนข้างแรงครับถ้าผมใช้นานๆก็จะมีอาการมึนหัวนิดๆ ผมคิดว่าสีน้ำเทมพาราก็น่าจะปลอดภัยต่อเจ้าลูกชายตัวเล็กของผมมากกว่า พอไปจ่ายเงินเจ้าหน้าที่บอกว่าสมาชิกลด 20 % ด้วย ผมก็เลยสมัครไปครับ และก็คงได้เป็นลูกค้าประจำของที่นี่ไปอีกนาน (ปล ค่าสมาชิกปีละ 200 บาทครับผม)
วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555
ถ้วยสารพัดนึก....เสกได้ทันใจ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องพาเจ้าตัวเล็กออกไปไหนต่อไหนนอกบ้านด้วยบ่อยๆ คงเจอปัญหาเวลาที่เจ้าตัวเล็กอยากจะกินโน่นทานนี่ ดื่มน้ำ หรือร้องจะกินไอติม เหตุการเหล่านี้มักจะตามมาด้วยความสกปรกเลอะเทอะ เลอะเบาะรถให้ปวดใจเล่น บางคนอาจแก้ปัญหาด้วยการพกถ้วยชาม และแก้วน้ำของเด็กติดตัวไปด้วย แต่สำหรับคุณพ่อจอมขึ้เกียจอย่างผม (ขี้เกียจเก็บและขี้เกียจล้างครับผม แถมขี้ลืมอีกต่างหาก) ผมเองมีวิธีการแก้ปัญหาที่แสนง่ายและอาจเป็นเรื่องสนุกของเจ้าตัวเล็กอีกด้วยครับ ใช้แค่กระดาษแผ่นเดียวเท่านั้นครับ แล้วก็พับเป็นถ้วยสารพัดนึก (เป็นเทคนิคการพับกระดาษแบบโอริกามิ)ใช้ใส่อะไรก็ได้ครับ ถ้าเป็นของกินก็ต้องเตรียมกระดาษสะอาดๆ เอาไว้ท้ายรถซักปึก นาฟต้าลูกชายผมจะชอบทานทุกอย่างกับซอสมะเขือเทศ ผมก็จะพับถ้วยกระดาษนี้ใส่ซอสมะเขือเทศให้ถือเอาไว้จิ้มอาหารรับประทานเอง เด็กจับได้ง่ายไม่หกเลอะเทอะครับ บางครั้งเวลากินขนมถุงๆที่มีขนาดใหญ่ นาฟต้าถือเองมักจะหก ผมก็เสกถ้วยกระดาษมาเทแบ่งแล้วให้ถือทานเองครับ แหมบรรยายสรรพคุณมามาก เรามาดูวีธีการพับกันดีกว่า หยิบกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสมาแล้วลงมือพับตามรูปได้เลยครับ
![]() |
| วีธีการพับถ้วยกระดาษ แบบง่าย |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








.jpg)


.jpg)
.jpg)
