แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ตอนมือน้ำแข็ง

กิจกรรมขำๆ ประจำวันนี้ เอาไว้สอนเรื่องของแข็ง ของเหลว ให้กับเด็กๆ ครับ ใช้เวลาข้ามคืนแต่ไม่สร้างความลำบากในการทำกิจกรรมมากครับ ใช้ถุงมืออนามัย 1 คู่ (หาซื้อได้ตามร้านขายยา คู่ละ 5 บาท) จากนั้นก็ให้เด็กๆ ช่วยผสมน้ำกับสีผสมสีผสมอาหาร (หรือสีน้ำ สีโปสเตอร์ก็ได้) แล้วตักใส่ลงในถุงมือยางพอให้ได้รูปร่างเป็นมืออย่างที่เห็นในรูป มัดที่ปากถุงมือให้แน่น (คงต้องช่วยเด็กๆ มัดครับ เพราะเด็กเล็กๆคงยังมัดเองไม่ได้) จากนั้นก็นำไปแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง ทิ้งไว้ 1 คืน


พอข้ามคืน ก็เรียกเด็กๆมาช่วยกันตัดและแกะถุงมือยางออก จะได้โมเดลมือน้ำแข็ง สีต่างๆ ตามที่เราได้ผสมเอาไว้ ช่วงนี้ก็ใช้คำถามในการชี้นำให้เด็กๆ ได้คิดและเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น
- ทำไมมือถือเย็นอย่างนี้ได้
- แล้วทำไมน้ำที่ใส่ลงไปในถุงมือถึงกลายเป็นน้ำแข็ง
- ถ้าเราเอาน้ำไปใส่ถุงแบบอื่นที่ไม่ใช่ถุงมือจะออกมาเป็นรูปทรงอย่างไร
- ถ้าไม่ใช้น้ำแล้วใส่น้ำแข็งเป็นก้อนๆลงไปเลย พอแช่แล้วจะออกมาเป็นรูปทรงมือหรือไม่


อีกช่วงที่เด็กๆ จะได้สนุกกันมากคือช่วงทำให้น้ำแข็งละลายครับ อาจจะใช้วิธีวางไว้เฉยๆ ซัก 1 ก้อน แล้วนำไปตากแดด 1 ก้อน หรือนำไปละลายในน้ำที่อุณหภูมิปกติซัก 1 ก้อน อย่างที่เห็นในรูปข้างล่างครับ ช่วงนี้ก็จะทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างชัดเจนเลยว่า น้ำสามารถเปลี่ยนสถานะจากของแข็งไปเป็นของเหลวได้อย่างไร ซึ่งผู้ปกครองก็ต้องคอยสอนไปด้วยว่ามันเปลี่ยนสถานะเพราะอุณหภูมิมันเปลี่ยนไป หรือในเด็กเล็กๆ อาจใช้คำว่ามันสูญเสียความเย็นไปนั่นเอง





สามารถเข้าไปติดตามกิจกรรมอื่นๆ ได้ทางเฟสบุ๊ค ตามลิ้งนี้ครับ https://www.facebook.com/champ.nagon

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ตอนร่างกายของเรา : ภาค 2

เพิ่มเติมจากตอนที่แล้วครับ หลังจากเรียนรู้อวัยวะภายในที่สำคัญจาก ตอนร่างกายของเรา ภาค 1 คราวนี้ผมสอนลูกชายเรื่องโครงร่างของร่างกาย โดยที่มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่มีโครงกระดูกภายในทำให้สามารถยืดตัวตั้งตรงต้านแรงโน้มถ่วงของโลกได้ 


วันนี้เริ่มจากเปิดหนังสือให้ดูว่าร่างกายเรามีกระดูกที่สำคัญคือกระดูกสันหลัง กระดูกแขน ขา ครับผม จากนั้นก็วาดรูปกระดูกลงในกระดาษสี ตามแบบในหนังสือ



จากนั้นก็ตัดออกมาเป็นชิ้นเพื่อแปะละในภาพร่างกายที่เราทำไว้ในตอนที่ 1 ทีนี้เด็กๆ ก็จะเข้าใจเรื่องโครงกระดูกของมนุษย์อย่างง่ายๆ ครับ


วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ตอนระบบสุริยะ

หลังจากที่ได้ไปงานวันวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับลูกชาย เมื่อสัปดาห์ก่อนและได้ของติดไม้ติดมือกลับมาเป็นแผนที่ดวงดาวแบบ 3 มิติ และหนังสือรายละเอียดดวงดาวที่อยู่ในระบบสุริยะของเรา นาฟต้าก็ติดอกติดใจเรื่องราวเกี่ยวกับระบบสุริยะเป็นอย่างมาก ผมก็เลยคิดทำโมเดลจำลองการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของเหล่าดาวบริวารทั้งหลายให้นาฟต้าได้ดู โมเดลที่ผมออกแบบนี้จำลองจากโมเดลที่เคยเห็นในเว็บต่างประเทศที่สวยงามมากครับ แต่ปรับมาใช้วัสดุในบ้านที่หาเอามาทำได้ง่ายๆครับ
โดยเริ่มแรกก็ให้ลูกชายช่วยผมวาดภาพดาวบริวารทั้ง 8 ลงบนกระดาษ โดยผมเป็นคนปรับสเกลให้มีขนาดเล็กลง แต่ยังคงสัดส่วนให้ตรงตามรายละเอียดจริงในหนังสือที่ได้มา ก็จะได้ขนาดของดาวตามที่เห็นในภาพด้านล่าง แล้วก็ให้ลูกชายช่วงระบายสีให้ได้สีใกล้เคียงกับภาพในหนังสือเท่าที่ทำได้ครับ



จากนั้นสองพ่อลูกก็ช่วยกันสำรวจรอบบ้านเพื่อหาสิ่งของทรงกลมที่ไม่ได้ใช้แล้ว ที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวต่างๆ ที่วาดไว้เมื่อสักครู่ เพื่อเอามาทำเป็นดวงอาทิตย์และดาวบริวารครับ 


เมื่อได้ดาวครบตามที่ต้องการแล้วก็เอาสีอคลีลิคมาระบายบนทรงกลมต่างๆให้ได้สีตามที่ต้องการและใกล้เคียงดาวนั้นๆ เท่าที่จะทำได้ ย้ำครับเท่าที่จะทำได้ ดาวบางดวงอย่างยูเรนัสกับเนปจูนนี้ไม่รู้จะผสมสียังไงเลยครับ ก็ระบายไปเท่าที่ทำได้จริงๆ


ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะ ฝึมือนาฟต้า
เมื่อทำดาวเคราะห์จำลองครบตามที่ต้องการแล้วผมใช้ปึนกาวยึดดาวต่างๆ ติดกับลวดเส้นขนาดกลางเพื่อให้สามาถไปพันติดกับแกนที่ทำจากท่อพีวีซีได้ โดยผมเรียงลำดับการติดขดลวดไล่ไปตามลำดับของระบบสุริยะ คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนฟจูน ครับ แต่ละชั้นของลวดที่ไปพันกับแกนพีวีซีผมจะเอายางรับเอาไว้ไม่ให้มันเลื่อนมาชนกัน จากนั้นก็ดัดเส้นลวดให้เป็นตัว L เพื่อให้ดาวเคราะห์มาอยู่ในระดับเดียวกันอย่างที่เห็นในรูปครับ

โมเดลระบบสุริยะอย่างง่าย สำหรับเด็กๆ

เราก็จะได้แบบจำลองระบบสุริยะ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ได้ สอนให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องระบบสุริยะและการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์ต่างๆ ได้อย่างเห็นภาพชัดเจนกันเลยทีเดียวครับ

ดาวเคราะห์หมุนรอบดวงอาทิตย์อย่างนี้นี่เอง


วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จรวดลูกโป่ง

กิจกรรมน่าสนุกอันนี้ผมได้เคยทำเล่นกับลูกชายตั้งแต่เค้าอายุได้ประมาณ 3 ขวบรอบนึงแล้วครับ แล้วเมื่อหลายวันก่อนไปเจอลูกโป่งเก่าเก็บในกล่องอีก 1 แพ็ค ก็เลยขนออกมาเล่นจรวดลูกโป่งกันอีก เตรียมง่ายแล้วก็น่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ ครับ

อุปกรณ์
  • ลูกโป่งขนาดประมาณ 7-9 นิ้ว
  • เทปกาว
  • เชื่อกมัดเอกสาร
  • หลอดดูดน้ำ
  • คลิปหนีบ หรืออุปกรณ์สำหรับหนีบปากลูกโป่งไม่ให้ลมออก

เริ่มจากตัดหลอดดูดให้เหลือประมาณ 5-7 เซนติเมตร สอดเข้าไปในเชือก แล้วขึงเชือกในระดับแขนของเด็กเอื้อมถึง จากนั้นก็เป่าลูกโป่งให้ตึงพอประมาณ เอาตัวหนีบมาหนีบที่ปากลูกโป่งไว้ แล้วใช้เทปกาวติดลูกโป่งกับหลอดที่สอดไว้ในเชือกเหมือนในรูปด้านล่างครับ


เวลาติดลูกโป่งกับหลอด ควรติดให้ใกล้กับปากลูกโป่งและดูแนวให้ตรงกับปากลูกโป่งด้วยครับ เพื่อให้ลูกโป่งพุ่งออกไปได้ตรงและไม่ติดกับเชือกที่ขึงไว้


จากนั้นก็ให้เด็กๆ มาจับที่ปากลูกโป่ง เอาคลิปหนีบอก แล้วให้เด็กๆ ปล่อยมือทีนี้ลูกโป่งก็จะพุ่งออกไปเหมือนจรวดเลย ทำจรวดลูกโป่งนี้หลายๆรอบ แล้วก็มาคุยกันว่าทำไมลูกโป่งถึงพุ่งออกไปได้ เด็กๆ อาจให้เหตุผลต่างๆกันครับ เวลาอธิบายอาจจะเริ่มจากใช้คำถามนำก่อนก็ได้ว่ารู้มั้ยทำไมลูกโป่งมันถึงพองออก มีอะไรอยู่ในลูกโป่ง เมื่อเด็กๆ เข้าใจดีแล้วว่าในลูกโป่งมีลม และลมนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกโป่งพองออก เราก็สามารถอธิบายต่อไปได้ว่า ก็เพราะลูกโป่งมันเหนียวและมันขึ้เกียจจะยืดตัวมันอย่างนี้ตลอด มันเลยบีบเอาลมออกมาจากลูกโป่งทางช่องที่เราปล่อยมือแรงของลมที่แย่งกันหนีออกมาก็เลยดันให้ลูกโป่งพุ่งออกไปนั่นเอง


วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ตอนสะพานสีสัน

การทดลองวิทยาศาสตร์วันนี้ผมกับลูกชายจะมาทดลองเรื่องการเคลื่อนที่ของของเหลว โดยมีตัวพาไปครับ อาจจะใช้เวลาในการทดลองนานซักนิด แต่เด็กๆ ก็จะได้ตื่นเต้นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละขั้นของการทดลอง

เริ่มจากเตรียมแก้วใส 3 ใบ นำมาวางเรียงกันเป็นแถว ใส่น้ำลงไปในแก้วใบแรกสุด และใบสุดท้าย อย่างในรูป จากนั้นก็หยดสีผสมอาหารลงไปแก้วละ 1 สี ให้เป็นคนละสีกันนะครับ (แนะนำให้เป็นแม่สีเหมือนเดิม คือเลือกสีมาสอง สีจาก สีแดง สีน้ำเงิน และสีเหลือง)


เมื่อเตรียมน้ำผสมสีเสร็จแล้ว ให้นำกระดาษเปียก 2 แผ่น (กระดาษที่คุณแม่ๆ เอาไว้เช็ดก้นเจ้าตัวเล็กนั่นแหละครับ) มาพับเป็นแถบยาวๆ แล้ววางพาดจากแก้วริมทั้ง 2 ด้าน เข้ามาที่แก้วกลาง อย่างที่เห็นในคลิปด้านล่าง ทีนี่ก็จะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นให้เด็กๆ ได้ตื่นเต้นแล้วครับ น้ำสีจากแก้วริมทั้ง 2 ด้านจะเริ่มซึมผ่านตัวกลางก็คือกระดาษเปียกทั้ง 2 ผืนขึ้นมาแล้วไหลลงไปสู่แก้วกลางครับ


เมื่อขบวนการซึมผ่านเสร็จเรียบร้อยระดับน้ำทั้ง 3 แก้วจะอยู่ในระดับเดียวกัน แล้วสีของแก้วกลางจะเกิดจากการที่สีของน้ำในแก้วใบแรกและใบสุดท้ายผสมกันครับ อย่างรูปที่เห็นด้านล่าง จะได้สีเขียวจากการผสมของสีน้ำเงินกับสีเหลือง แนะนำให้ทดลองทำซัก 3 รอบครับ ลองจับคู่สีให้เด็กๆดู

  • สีน้ำเงินกับสีเหลือง
  • สีน้ำเงินกับสีแดง
  • สีเหลืองกับสีแดง

เป็นการช่วยสอนเรื่องทฤษฎีสี เรื่องแม่สีไปในตัวด้วยครับ


วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ตอนร่างกายของเรา : ภาค 1

กิจกรรมวิทยาศาสตร์ง่ายๆ วันนี้ทั้งสนุกสนานและทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องร่างกายของเราครับ เตรียมแค่กระดาษสีซัก 2-3 สี กรรไกร กาว และกระดาษขาวแผ่นใหญ่ที่ควรจะให้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเด็กๆ เล็กน้อย การที่เราวาดรูปร่างกายให้เท่ากับขนาดตัวของเด็กนั้นจะช่วยให้เด็กเชื่อมโยงตำแหน่งและขนาดของอวัยวะต่างๆ กับร่างกายของตัวเด็กเองได้ง่ายขึ้น สมจริงขึ้นด้วย ผมเลยแนะนำให้พยายามหากระดาษที่มีขนาดใหญ่เท่าตัวเด็กๆ ถ้าหาไม่ได้ใช้กระดาษต่อกันก็ได้ ผมเองใช้กระดาษขนาดครึ่งตัวนาฟต้า 2 แผ่นมาต่อกันจะได้กระดาษขาวใบใหญ่อย่างที่เห็นในรูปด้านล่าง ถ้าหาไม่ได้จริงๆ จะใช้กระดาษใบเล็กแล้วปรับขนาดทำให้เล็กลงก็ได้ครับ

เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว ก็เริ่มเล่าเรื่องหรือคุยกับเด็กๆ เพื่อเกริ่นนำก่อนเข้าสู่การทำกิจกรรมกันได้เลย ผมเริ่มเรื่องจากการถามลูกชายตรงๆ เลยว่าเคยรู้มั้ยว่าในตัวของเรานี้มีอะไรบ้าง ก็จะได้คำตอบแปลกๆบ้างอย่าตกใจครับ หลังจากนั้นก็เข้าเรื่องผมบอกว่าจะวาดสิ่งที่อยู่ข้างในตัวนาฟต้าแล้วเอามาประกอบกันบนกระดาษให้ดูดีมั้ย ลูกชายผมเห็นคล้อยตามด้วยก็เลยเริ่มกันได้ ให้เด็กนอนราบลงบนกระดาษขาวแผ่นใหญ่ที่เตรียมไว้ครับ จากนั้นก็ใช้ดินสอวาดเส้นรอบตัวของเด็กให้เป็นโครงร่างกายมนุษย์ขนาดเท่าตัวเด็กๆนั่นเองครับ 

วางภาพโครงร่างของเด็กๆ ลงบนกระดาษ

จากนั้นก็ให้เค้าลุกขึ้นมาแล้วใช้เค้าช่วยปากกาเมจิกวาดทับเส้นให้ชัดเจน ระหว่างนี้เราก็วาดรูปอวัยวะภายในที่สำคัญลงในกระดาษสีสีต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ ปอด ตับ กระเพาะ ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก โดยกะเอาขนาดให้เหมาะสมกับตัวเด็ก แล้วให้เด็กๆ ช่วยตัดออกมาเป็นชิ้นๆครับ 

วาดภาพอวัยวะภายใน และตัดออกมาเป็นชิ้น เพื่อประกอบบนภาพร่างกาย

ทีนี้ก็ให้เค้าลองเดาเอาว่าอวัยวะไหนควรจะอยู่ตรงไหน อวัยวะที่เด็กๆ จะคุ้นเคยและตอบได้มากทีสุดคือสมองครับ มันต้องอยู่ที่หัวแน่ๆ จากนั้นก็ให้เด็กๆ ติดอวัยวะนั้นๆลงไปบนภาพโครงร่างร่างกายของเค้าเอง ช่วงนี้ก็คอยอธิบายไปครับว่าอวัยวะไหนทำหน้าที่อะไร อาทิเช่น
  • สมอง เป็นอวัยวะที่ช่วยในการคิด และจดจำสิ่งต่างๆ
  • หัวใจ คอยสูบฉีดเลือด ไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย (ตอนติดหัวใจ อาจลองให้เค้าจับหน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจของเค้าดู เพื่อให้รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจครับ ทีนี้ก็จะจะได้เลยว่าหัวใจอยู่ตรงนี้นี่เอง)
  • กระเพาะ มีหน้าที่เก็บอาหารเป็นด่านแรกและบดอาหารให้ละเอียดยิ่งขึ้น
  • ลำไส้มีหน้าที่คอยดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
  • ตับมีหน้าที่ขับของเสียออกไปจากร่างกาย

จากนั้นก็เอาภาพร่างกายของเด็กๆ ไปติดโชว์เป็นภาพประดับผนังบ้านได้เลย ทั้งสนุก ฝึกทักษะการสังเกต และได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์เบื้องต้นเกี่ยวกับร่างกายของเราด้วย วิทยาศาสตร์ใกล้ตัวพ่อแม่ก็สอนเองได้ครับ

อวัยวะภายในร่างกายที่เด็กๆ น่าจะได้รู้จักครับ

นี่ไงกระเพาะของผม

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฝนตกในขวด

ใกล้จะเข้าหน้าฝนแล้ว วันนี้ผมเตรียมกิจกรรมวิทยาศาสตร์สนุกๆ ไว้ให้เจ้าลูกชายจอมซนได้ทดลอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการควบแน่นของน้ำ เพื่อจะเชื่อมโยงการเรียนรู้เกี่ยวกับการระเหย และการเกิดฝนตกครับ
อุปกรณ์ที่ต้องใช้มีเพียงขวดน้ำแบบใส แนะนำว่าควรเป็นขวดที่มีขนาดมากกว่า 1.5 ลิตรขึ้นไปครับ ถ้าเป็นขวด 2 ลิตรจะดีมาก นอกจากขวดแล้วก็ต้องมีพระเอกและนางเอกของการทดลองซึ่งก็คือ น้ำอุ่นผสมสีผสมอาหาร และน้ำแข็งนั่นเอง

เตรียมขวดเปล่า น้ำแข็ง และน้ำอุ่น

เตรียมขวดโดยการตัดออกเป็นสองส่วนอย่างรูปข้างบนครับ ให้ส่วนล่างของขวดสูงกว่าด้านบนขวดเล็กน้อย เตรียมน้ำอุ่นและน้ำแข็งใส่ภาชนะอื่นไว้ก่อน จากนั้นก็คุยเกริ่นนำกับเด็กๆ ก่อนครับ เพื่อดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้เค้าได้คิด และจินตนาการตาม เช่น รู้ไหมว่าทำไมฝนต้องตก ถ้าฝนไม่ตกจะเป็นยังไง แล้วน้ำฝนมาจากไหน ถามกันไปได้เรื่อยๆ เลยครับ ช่วงต้นกิจกรรมนี้ก็สนุกไม่ใช่ย่อยเวลาได้ฟังเด็กๆ ตอบคำถามอาจจะได้ยินอะไรบางอย่างที่คาดไม่ถึงด้วยครับ

ฝนตกในขวด1
รอไอน้ำก่อตัวครับผม

เมื่อถามคำถามกันไปได้พอสมควรแล้ว ก็เข้ากิจกรรมกันเลยบอกเด็กๆว่าจะทำฝนตกในขวดน้ำนี้ให้ดู แล้วก็ให้เค้าสำรวจขวดเปล่าก่อนครับ จากนั้นก็เราก็เติมน้ำอุ่นที่เติมสีผสมอาหารไว้ลงไปที่ขวดส่วนท้าย (ถ้าน้ำไม่อุ่น จะไม่มีไอน้ำออกมา ถ้าอยากให้การทดลองดูน่าตื่นเต้นจริงๆ ต้องใช้น้ำค่อนข้างร้อน ซึ่งต้องดูแลการทำกิจกรรมอย่างใกล้ชิดครับ) จากนั้นก็เอาส่วนหัวของขวดวางคว่ำลงบนท้ายขวดที่ใส่น้ำอุ่นไว้อย่างในรูป แล้วให้เด็กๆ เติมน้ำแข็งลงไปด้านบนครับ จากนั้นก็ให้เด็กสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขวด

IMG_7011
ไอน้ำควบแน่นเห็นหยดน้ำจำนวนมากที่ส่วนบนของขวด

สิ่งที่เกิดขึ้นในขวดก็คือ มีไอน้ำระเหยออกมาจากส่วนที่เป็นน้ำอุ่น แล้วไอน้ำจะลอยขึ้นไปโดนความเย็นจากน้ำแข็งที่ส่วนบนของขวดจับตัวกันเป็นหยดน้ำเล็กๆ มากมายเต็มไปหมด ซึ่งก็คือการควบแน่นนั่นเอง ถ้าหยดน้ำมีมากขึ้นก็จะจับตัวกันไหลและหยดกลับลงมาข้างล่างเหมือนฝนตก เป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่เด็กๆ มากครับ แต่ถ้าทำการทดลองในห้องแอร์ การควบแน่นอาจจะไปเกิดที่รอบๆ ของขวดส่วนล่างมากกว่าและดูเหมือนมีฝนตกที่รอบขวดก็ได้ครับ ถึงตอนที่ไอน้ำเริ่มหมดแล้วอาจจะยกขวดส่วนบนออกมาให้เด็กๆ ได้สังเกตกันอย่างใกล้ชิด

ฝนตกในขวด
ว้าว..... เหมือนน้ำฝนเลยครับ

ตอนท้ายการทดลองลูกชายผมถามว่าถ้าเอาน้ำแข็งใส่ลงไปในน้ำร้อนๆ เลยจะเป็นยังไง ผมก็จัดให้ได้ทดลองกันตรงนั้นเลยครับ ผลก็คือน้ำแข็งละลายนั่นเอง ดูเหมือนจะสงสัยอะไรง่ายๆ ^-^ แต่อย่างน้อยก็ยังมีแววนักวิทยาศาสตร์กับเค้าบ้างละครับ

IMG_7022

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

ถั่วเขียวในกล่อง CD

ก่อนหน้านี้ผมกับนาฟต้าได้ทดลองปลูกถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ในถาดพลาสติกที่รองด้วยสำลีชุบน้ำครับ ถั่วต่างๆ ก็เติบโตเป็นอย่างดี แต่จากการทำกิจกรรมดังกล่าวนาฟต้าก็ได้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าต้นไม้ทุกต้นก่อนโตต้องเอามาใส่ถาดกับสำลีก่อนหรือเปล่า ผมก็เลยจัดหาวิธีขึ้นมาให้เค้าได้เห็นว่าต้นไม้ปกตินั้นจะเติบโตจากในดิน ครั้นจะเอาเมล็ดถั่วไปปลูกลงแปลงดินที่บ้านอากง หรือลงในกระถางก็จะไม่ได้เห็นขึ้นตอนการแตกราก และการเติบโตของมันได้อย่างชัดเจนนัก ก็เลยใช้กล่องใส่ CD เก่าๆที่ไม่ได้ใช้แล้วนี่ละครับ ที่เลือกกล่อง CD มาเป็นพาชนะในการปลูก เพราะมันมีลักษณะแบนและใส ทำให้เห็นเมล็ดถั่วในดิน และเห็นการเปลี่ยนแปลงในขบวนการแตกราก การออกใบเลี้ยงได้อย่างชัดเจนทีเดียว

เริ่มเห็นรากออกจากเมล็ดและดิ่งลงด้านล่าง อย่างชัดเจน

วิธีการก็ง่ายครับ หากล่องใส่ CD แบบใส มาถอดปกออก วางราบบนพื้นเปิดฝาด้านบนออก ให้เด็กๆ ใช้ช้อนเล็กๆ ตักดินใส่จนเต็ม นำเมล็ดถั่วที่จะปลูกมาวางไว้บนดินติดขอบ ด้านที่จะเป็นข้างบนเวลาตั้งขึ้นครับ ไม่ต้องกดเมล็ดถั่วลงในดินนะครับ ทีนี้ก็ปิดกล่อง CD จับตั้งขึ้นให้ด้านที่วางเมล็ดถั่วไว้อยู่ด้านบน แล้วเอาหนังยางรัดกล่องไว้กันมันเปิดออกครับ นำไปวางไว้ในที่ที่มีแสงแดดประมาณ 30% ของระยะเวลากลางวันครับ

เวลารดน้ำก็ให้ใช้ช้อนค่อยๆ ตักน้ำรดลงไปผ่านช่องเล็กๆด้านบน ผ่านไปประมาณ 1 คีนเท่านั้นเด็กๆ ก็จะเห็นการเปลียนแปลงที่เกิดขึ้นในเมล็ดถั่วครับ จะเริ่มจากมีเมล็ดถั่วเปิดออก มีตุ่มรากยื่นออกมา

เมื่อผ่านไปหลายวันดินจะยุบตัวลง และลำต้นยึดขึ้น เริ่มมีใบเลี้ยงออกมาให้เห็น อย่างรูปด้านล่างนี้ ที่จริงจะเห็นรากฝอยแตกออกจากด้านข้างของรากแก้วด้วยครับ ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องรากฝอยกับรากแก้วไปในตัวด้วย แต่ผมเองด้อยความสามารถเรื่องการถ่ายภาพครับ พยายามหลายทีแล้วก็ไม่สามารถทำให้เห็นรากฝอยโดยที่ภาพไม่เบลอได้

ถั่วในกล่อง CD อายุ 4 วัน เริ่มมีใบจริงออกมาให้เห็น

และเมื่อต้นถั่วเริ่มแตกใบจริงออกซัก 1-2 ใบ ก็ถึงเวลาที่ต้องย้ายลงบ้านใหม่ได้แล้วครับ อย่างนาฟต้าเองก็ช่วยย้ายบ้านให้ถั่วเขียวด้วย โดยให้ไปอยู่ในกระถางอย่างเจ้าต้นถั่ว 3 ต้นข้างล่างนี้ครับ

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

โปรเจค “ไข่” ; Part 2

โปรเจคไข่2
คราวก่อนได้ทำการทดลองเรื่องไข่ไปแล้วใน โปรเจค "ไข่" ; Part 1 นาฟต้าก็ได้เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับไข่มากขึ้น จากการทดลองครั้งก่อน และผมก็ได้ต่อยอดเรื่องเกี่ยวกับไข่ให้เค้ามากขึ้นโดยหาหนังสือที่เกี่ยวกับแม่ไก่ แม่เป็ดอ่านให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่ดูจะจุดประกายให้นาฟต้าเกี่ยวกับไข่มากขึ้น คือเรื่องลูกเป็นขี้เหร่ครับ เพราะว่าทำให้นาฟต้าสงสัยว่าทำไมแม่เป็ดไม่รู้ว่าไข่ของลูกเป็นขี้เหร่ ไม่ใช่ไข่เป็ด

ผมก็กระตุ้นความอยากรู้ของเค้าให้มากขึ้นไปอีกด้วยการยิงคำถามเข้าไปอีกหลายอย่างเช่น
- แล้วนาฟต้ารู้มั้ยว่าไข่เป็ดเป็นยังไง
- แล้วไข่ของนกจะเหมือนกับไข่ของไก่และเป็ดหรือเปล่า
- และตอนนาฟต้าเกิดนาฟต้าต้องอยู่ในไข่มั้ย

เค้าก็พยายามตอบครับ บอกผมว่าไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกน่าจะเหมือนกันหมด และ “นาฟต้าไม่เคยอยู่ในไข่ ม่าม๊าบอกนาฟต้าว่านาฟต้าเกิดออกมาก็เป็นเด็กเลย” เมื่อผมได้คำตอบจากเค้าแล้วก็ยังไม่โต้แย้งอะไรครับ ชวนเค้าไป BigC ซื้อไข่กัน เมื่อไปถึงก็ซื้อไข่กลับมา 3 อย่าง คือ ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระทา ตอนแรกกะจะซื้อไข่เยี่ยวม้ากลับมาด้วย แต่กลัวจะเกิดคำถามที่ผมเองก็ตอบไม่ได้ เลยเอาไว้คราวหน้าดีกว่า (ให้ป่าป๊าไปหาข้อมูลก่อน)

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เอาไข่ทั้ง 2 อย่างออกมาให้เค้าสังเกตุครับ ลองจับ ลองสังเกตุสี เพื่อให้เห็นความแตกต่าง จนนาฟต้าชำนาญในการแยกไข่ออกจากกันครับ จากนั้นลองตอกไข่ออกดู ข้างในไข่ไก่ กับไข่นกกระทาจะสีเหมือนกันเลยต่างกันที่ขนาด แต่ไข่เป็ด ตรงไข่แดงจะมีสีเข้มกว่า

ขั้นต่อไปผมลองถามว่าไข่ทั้งสามอย่างนี้จะลอยน้ำ หรือจมน้ำ นาฟต้าตอบอย่างมั่นใจว่าไข่ไก่ กับไข่เป็ดต้องจมน้ำอย่างแน่นอน แต่ไข่นกกระทาจะลอยน้ำเพราะว่านาฟต้าจับดูแล้วมันเบา เข้าทางผมเลยครับ แบบนี้ต้องพิสูจน์ ว่าแล้วก็เตรียมโถใส่น้ำมาให้ทดลองกันจะจะไปเลย

ผลก็เป็นอย่างที่เห็นในรูปครับ ไข่ทั้งสามอย่างจมน้ำ นาฟต้าก็หันมาทำหน้าผิดหวังเพราะว่าไข่นกกระทาไม่ลอยน้ำ ผมถามต่อว่าแล้วถ้าเป็นน้ำเกลือละไข่พวกนี้จะจมหรือจะลอย เค้ารีบตอบเสียงใสทันทีว่าลอยแน่ๆ จากนั้นผมก็เติมเกลือในน้ำให้เค้าทดลองต่อไปครับว่าถ้าเป็นน้ำเกลือจะลอยมั้ย

สรุปว่าลอยทั้งหมด  แต่โปรเจคนี้ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามที่นาฟต้าสงสัยแต่แรกครับ ว่า “แม่เป็ดไม่รู้เหรอว่าไข่ของลูกหงษ์ไม่ใช่ไข่เป็ด” สงสัยผมต้องไปหาไข่หงษ์มาให้เค้าดูซะแล้ว

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

ลูกโป่ง คาร์บอนไดออกไซด์

วันนี้จะมาสร้างความตื่นเต้น เร้าใจให้กับเด็กๆ ครับ กับกิจกรรมที่ดูเหมือนมีการเสกมนต์เข้าไปด้วย สำหรับลูกชายผมนั้นจะรู้จักเบคกิ้งโซดา กับน้ำส้มสายชูเป็นอย่างดีว่า ถ้าเอาสองสิ่งนี้มาผสมกันจะเกิดเป็นฟองมากๆ สนุกสนานกันทีเดียว แต่วันนี้ผมจะใช้สาร 2 สิ่งนี้มาเล่นอีกแบบนึง โดยเพิ่ม อุปกรณ์มาอีกนิดคือลูกโป่งและขวดแก้วครับ

อุปกรณ์ น้ำส้มสายชู เบคกิ้งโซดา ลูกโป่ง และขวดปากเล็ก


เริ่มจากตกแต่งลูกโป่งให้ดูน่าสนใจ เช่นรูปนก Angry bird หรือหน้าคน ตามใจชอบครับ จากนั้นก็ให้เด็กๆ ช่วยตักเอาเบคกิ้งโซดาใส่ลงในลูกโป่งประมาณ 5-6 ช้อนชาครับ เมื่อตักเบคกิ้งโซดาใส่ลูกโป่งแล้วก็พักไว้ก่อนครับ
ทีนี้ก็เอาน้ำส้มสายชูใส่ลงในขวดแก้วที่เตรียมไว้ครับ ใส่ซักประมาณ 1/2 ถ้วยตวงก็พอครับ


เมื่อลูกโป่งพร้อมแล้ว ขวดน้ำส้มสายชูพร้อมแล้ว ก็ถึงตอนตื่นเต้นแล้วครับ ผมจะให้ลูกชายเอามือบีบบริเวณคอลูกโป่งไว้ไม่ให้ผงเบคกิ้งโซดาหกออกมาครับ แล้วผมก็ช่วยเค้าเอาปากลูกโป่งครอบขวดแก้วเอาไว้ เมื่อครอบปากลูกโป่งกับขวดเสร็จแล้ว ก็ค่อยๆ ให้เด็กๆ เอาลูกโป่งยกขึ้น ตอนนี้เค้าจะตื่นเต้นมากครับ เมื่อผมเบคกิ้งโซดาตกลงไปในขวดผสมกับน้ำส้มสายชู จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ จำนวนมาก แล้วก็ดันให้ลูกโป่งพองออกเหมือนเครื่องเป่าลูกโป่งเลยครับ นอกจากนี้อย่าลืมให้เด็กๆ ลองจับที่ขวดด้วยครับ เพราะปฏิกิริยานี้ใช้พลังงานในการเกิดก๊าซ จะทำให้น้ำส้มสายชูมีอุณหภูมิลดลง จนเย็นเจี๊ยบเลยครับ ลูกชายผมตื่นเต้นมากเล่นแล้วเล่นอีกจนลูกโป่งหมดถุงเลยครับ

ลูกโป่ง คาร์บอนไดออกไซด์

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โปรเจค "ไข่" ; Part 1

กิจกรรมวิทยาศาสตร์วันนี้ ผมกับลูกชาย จะมาทำการทดลองเกี่ยวกับไข่ไก่ครับ เริ่มแรกก็จูงนาฟต้าเข้าเรื่องด้วยการให้เค้าค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับไข่ก่อน นาฟต้าก็ไปเอาหนังสือเกี่ยวกับไก่ และไข่ที่มีอยู่มาให้ดูครับ พร้อมทั้งวิ่งเข้าไปที่ครัว เปิดตู้เย็นหยิบไข่ไก่ มาด้วย ผมก็ค่อยๆ สอนและป้อนคำถามเช่น ไข่มาจากไหน ลูกของไก่เรียกว่าอะไร คุยกันไปคุยกันมา จนมาจบที่คำถามว่า "แล้วถ้าไข่ตกน้ำจะจมหรือลอยกันน้า"  นาฟต้าตอบว่าลอยน้ำครับ ทีนี้เราก็ต้องไปพิสูจน์กันเลย


ผมเตรียมแจกันแล้วขนาดใหญ่ ใส่น้ำลงไปแล้วให้ลูกชายเอาใข่ไก่ ใส่ตามลงไปครับ ผลปรากฏว่าไข่จม เป็นอันว่านาฟต้าตอบผิด เค้าก็งงๆ เหมือนกันครับว่าทำไมมันจม ตอนแรกที่เค้าตอบว่าลอยน้ำผมก็ถามแล้วว่าทำไมเค้าคิดว่ามันลอย นาฟต้าก็บอกว่าเพราะว่าไข่มันเบานิดเดียวเอง ทีนี้ก็ต้องสอนกันต่อเลยว่า ไข่จมเพราะว่าไข่มันหนักกว่าน้ำ ถ้าเอาน้ำมาใส่ถ้วยเล็กเท่าไข่ แล้วชั่งดู ไข่จะหนักกว่านะ (นาฟต้ายังไม่เข้าใจเรื่องปริมาตร และความหนาแน่นครับ เคยพยายามอธิบายแล้วแต่ไมได้ผล)


จากนั้นผมก็บอกว่า ป่าป๊าทำให้ไข่ลอยน้ำได้ด้วยนะ อยากลองทำหรือเปล่า ผมส่งเกลือให้นาฟต้า 1 ถ้วย  แล้วให้เค้าเอาใส่ลงน้ำ และใช้ตะเกียบคนเบาๆ เมื่อเกลือละลายไปได้ส่วนหนึ่งไข่ไก่ก็จะเริ่มลอยขึ้นมาครับ 


และเมื่อเกลือละลายจนได้ที่พอ ไข่ไก่ก็จะลอยน้ำอย่างที่เห็นในภาพ นาฟต้าก็ตื่นเต้นมาก ผมเลยเอาแก้วใส่น้ำเปล่าและไข่อีกใบมาเปรียบเทียบให้ดูว่า ไข่ในน้ำเปล่าก็จะจมเหมือนเดิม


ด้วยความสงสัย นาฟต้าก็เลยย้ายไข่ไปมา เพื่อพิสูจน์อีกหลายๆๆ ครั้งว่า ไข่จมในน้ำเปล่า และลอยในน้ำเกลือ อย่างที่เห็นในรูปครับ



จากนั้นก็เริ่มตอกไข่เข้าไปดูข้างในกันว่าเป็นยังไง ทีนี้ก็เริ่มเละเทะกันเลยทีเดียว การทดลองง่ายๆ ภายในครัวอย่างนี้อย่าลืมเอามาเล่นกันนะครับ



วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

ดอกไม้เปลี่ยนสี

กิจกรรมวิทยาศาสตร์ของนาฟต้าวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวที่นาฟต้าเห็นอยู่ทุกวันครับ คือการทานอาหารของต้นไม้และดอกไม้นั่นเอง กิจกรรมนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ธรรมชาติอย่างง่าย แถมน่าตื่นเต้นอีกด้วยครับ

เริ่มแรกผมก็เริ่มจากกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนาฟต้าซะก่อน โดยถามคำถามนำร่องดังนี้ครับ
  • นาฟต้าคิดว่าต้นไม้จะหิวเป็นเหมือนนาฟต้ารึเปล่า 
  • แล้วถ้าต้นไม้หิวจะทำยังไงละครับ
  • นาฟต้าคิดว่าต้นไม้กินอะไรเป็นอาหารครับ
  • แล้วคิดว่าพวกต้นไม่จะมีปากเหมือนนาฟต้าหรือเปล่า
ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดีครับ ดูเหมือนนาฟต้าจะเคยเรียนรู้มาแล้วว่าต้นไม้กินดินและน้ำเป็นอาหาร และก็ใช้รากดูดอาหารขึ้นมาไว้ในต้น แต่ยังไม่รู้ครับว่าเอาอาหารและน้ำเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน

จากนั้นผมก็เอาดอกไม้ที่ซื้อมาให้เค้าดู แล้วก็คุยกันเรื่องโครงสร้างของดอกไม้ต่ออีกครับ เช่น ตรงนี้เรียกว่า กลีบนะ แล้วดอกไม้ดอกนี้ก็ชื่อดอกเบญจมาศ นาฟต้ารู้จักดอกไม้อย่างอื่นไหม ให้เค้าได้แสดงความคิดเห็น และได้ลองจับลองสำรวจดอกไม้ดูครับ ผมเองยังงงว่านาฟต้ารู้จักดอกไม้หลายชนิดที่ตอนแรกผมคิดว่าเค้าไม่รู้จักเลยครับ

ต่อไปก็ถึงเวลาตื่นเต้น ผมบอกเค้าว่าจะให้ดอกไม้กินน้ำที่เป็นสีๆ แล้วก็เอาขวดแก้วใส่น้ำเปล่ามา 3-4 ขวด จากนั้นก็เติมสีผสมอาหารลงไปในน้ำแต่ละขวด

เมื่อเตรียมน้ำสีต่างๆ เสร็จแล้วก็ให้นาฟต้าช่วยจัดดอกไม้ลงแจกันเลย ระหว่างนี้ก็บอกให้เค้าสังเกตุสีที่กลีบดอก ซึ่งต้องใช้เวลานานครับ อาจให้เค้าไปทำอย่างอื่นก่อนแล้วค่อยมาดูที่หลัง


ผ่านไปประมาณครึ่งวัน ดอกไม้ก็เริ่มมีสีที่ต่างกันไปตามสีของน้ำในแจกันครับผม นาฟต้าตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะสีแดง จะเห็นสีที่กลีบดอกเป็นสีแดงตามเส้นของกลีบดอกอย่างชัดเจน ส่วนสีเหลืองนั้นกลีบจะเป็นสีเหลืองทั้งกลีบตรงช่วงกลางของดอกครับ แจกันสีฟ้าจะเห็นได้น้อยที่ช่วงกลางของดอก แต่น่าแปลกที่แจกันสีเขียวไม่ทำให้ดอกกลายเป็นสีเขียวเลยครับ นาฟต้าก็ถามผมเหมือนกันว่าทำไมดอกในแจกันนี้ไม่เป็นสีเขียว ผมเองก็ให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน ก็เลยใช้มุกมาตรฐานเวลาตอบไม่ได้ว่า "ป่าป๊าก็ไม่รู้ครับ ไว้ป่าป๊าไปอ่านเจอในหนังสือแล้วจะมาบอกนะครับ" 

แค่กิจกรรมง่ายๆ นี้ก็ทำให้นาฟต้าได้รู้ครับว่าเวลาต้นไม้ หรือดอกไม้กินน้ำจะดูดน้ำจากด้านล่างขึ้นไปเก็บไว้ที่ข้างบน เช่นในดอก หรือยอดต้นไม้ครับ แถมยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักและรักธรรมชาติอีกด้วย

วันนี้อย่าลืมซื้อดอกไม้ไปฝากเจ้าตัวเล็กที่บ้านนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

เป่าๆ แปะๆ ด้วยบับเบิ้ล ภาค 2

กลับมาอีกครั้งกับ การเล่นบับเบิ้ลแสนสนุก หลังจากที่ได้นำเสนอวิธีการเล่นบับเบิ้ล
แบบฟองฟอดไปในครั้งก่อนเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ แต่ครั้งนี้เราจะไม่เป่าฟองฟอดเหมือนครั้งก่อนครับ ต้องค่อยๆทำบับเบิ้ลที่ละลูกออกจะต้องใช้สมาธิมากกว่า

เตรียมอุปกรณ์โดยการใช้น้ำผสมน้ำยาล้างขวดนม กะให้พอสมควรว่าเป่าแล้วจะเกิดเห็นฟองได้ แล้วก็แบ่งใส่แก้วตามจำนวนสีที่ต้องการครับ หลังจากนั้นก็เติมสีผสมอาหารลงไป ต้องใส่ให้มากหน่อยครับเพื่อให้ได้สีสดๆ เวลาเอามาแปะลงกระดาษ


จากนั้นก็เอาหลอดยาวๆ ไปจุ่มน้ำฟองสบู่ที่เตรียมไว้แล้วก็เป่าออกมาเป็นบับเบิ้ลครับ เมื่อได้ลูกบับเบิ้ลที่ต้องการแล้วก็เอาไปแปะบนกระดาษ บับเบิ้ลก็จะแตกออก แล้วได้วงสีต่างๆ ตรงที่บับเบิ้ลแตกออกครับ ทำไปเรื่อยๆ ก็สนุกสนานดีครับ


หลังจากที่ทำเสร็จแล้วก็จะได้รูปสีสันสวยงามอย่างที่เห็นข้างล่างครับ



วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เป่าๆ แปะๆ กับภูเขาบับเบิ้ล


 นอกจาการระบายสีโดยใช้นิ้ว ใช้พู่กัน ใช้รถไฟไถไปบนกระดาษเหมือนกับที่เคยเอามาเล่าให้ฟังในโพสก่อนๆ แล้ว ก็ยังมีวิธีการสร้างสีสันบนกระดาษให้สวยงามไม่แพ้กับวิธีอื่นๆที่กล่าวมาแล้วข้างต้นด้วยครับ เพียงใช้น้ำยาล้างขวดนม หรือแชมพูที่มีอยู่ในบ้านนี่แหละ